บทที่ 4 การเมืองไทยในช่วงสามปีแรกของการเปลี่ยนแปลง พ.ศ.2475-2477

รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม

ภายหลังจากที่ “คณะราษฎร” ได้นำร่างรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับชั่วคราว ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรมและคณะราษฎรบางคนได้รับร่างขึ้นทูลเกล้าถวายรัชกาลที่ 7 เพื่อทรงลงประปรมาภิไธย และส่งคืนมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 แล้ว ก็มีพระราชพิธีเปิดสภาผู้แทนราษฎรขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2475

ลักษณะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475

ในรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวนี้ระบุว่าอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ประกอบด้วยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอานาจตุลาการ ซึ่งแต่เดิมเป็นของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้นให้เป็นของปวงชนชาวไทย และในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังได้รวมกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนเข้าไว้ด้วยกัน 3 สมัยคือ

สมัยที่ 1 นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยที่ 2 จะเข้ารับตำแหน่งในคณะราษฎร ซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทน จัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นาย เป็นสมาชิกในสภา

สมัยที่ 2 ภายในเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าจะจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย 12 สมาชิกในสภาจะต้องมีบุคคล 2 ประเภททำกิจร่วมมือกัน คือ ประเภทที่ 1 ผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นจังหวัดละ 1 นายต่อราษฎร 100,000 คน ประเภทที่ 2 ผู้เป็นสมาชิกอยู่ในสมัยที่ 1 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภท ที่ 1 ถ้าจำนวนเกินให้เลือกกันเองว่าผู้ใดเป็นสมาชิกต่อไป ถ้าจำนวนขาดให้ผู้ที่มีอยู่เลือกบุคคลใด ๆ หรือแทนจนครบ

สมัยที่ 3 เมื่อจำนวนราษฎรทั่วราชมาณาจักรได้สอบไล่วิชาปฐมศึกษาได้เป็น จำนวนกว่า 1 ครั้งและอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภา ผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป

ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ได้เสนอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเแ็นนายกรัฐมนตรี และได้มีพิธีทางราชการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และได้มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคคนแรกของไทย

การปิดสภาผู้แทนและการงดใช้รัฐธรรมนูญ

หลังจากที่รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาบริหารงานไปสักระยะหนึ่ง ก็ได้มีการแตกแยกกันภายในพรรค สาเหตุเนื่องมาจากการที่คณะราษฎรได้มอบให้หลวง ประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจขึ้น เมื่อหลวงประดิษฐ์ได้ร่างเสร็จก็พิมพ์แจกจ่ายไปยังมวลหมู่ผู้นำการปฏิวัติ และคณะกรรมการราษฎรแล้ว เรื่องความไม่เห็นด้วยจึงเกิดขึ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ขัดแย้ง เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวดำเนิน ตามหลัการของลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้สมาชิก ในคณะราษฎรซึ่งแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย อันมีฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดากับฝ่ายหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งพวกของหลวงประดิษฐ์ ได้กล่าวโจมตีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาว่า เป็นผู้ขัดขวางนโยบายก้าวหน้าของรัฐบาล นอกจากนี้ก็ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนบางคนพกอาวุธเข้าไปในสภา พระยามโนปกรณ์ฯ จึงสั่งให้ตำรวจสภาตรวจค้นและยึดอาวุธเก็บเสียไว้ ทำให้ที่ นเกิดผลเองอย่างหนัก โดยเหตุนี้เอง พระมโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้กราบทูล ประชุมสภาผู้แทนเ แนะนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทน และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเสียชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2476 เป็นต้นไป

หลังจากการปิดสภาได้ 2 เดือน ก็ได้มีนายทหารกลุ่มหนึ่งโดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าเข้าทำรัฐประหารรัฐบาลชุดเดิมและบีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาสละตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยมีพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับสาเหตุของการรัฐประหารนั้น สรุปได้ดังนี้

1.) การเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

2.) เกิดการแตกแยกกันในหมู่ทหารของคณะราษฎร

3.) การแตกแยกกันเป็นสองขั้วภายในคณะรัฐมนตรี

เมื่อรัฐบาลชุดพระยาพหลฯ ได้เข้ามาบริหารไม่นานนัก ก็ได้มีบุคคลคณะหนึ่งซึ่งมีพระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ได้คิดทำการล้มล้างรัฐบาลในเดือนตุลาคม 2486 โดยอ้าง ว่าได้ปล่อยให้บุคคลทำการหมิ่นประมาทองค์พระประมุขของชาติ และรับเอาตัวนายปรีดี พนมยงค์ เข้ามาดำเนินการปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ พระองค์เจ้าบวรเดชได้วางแผน รัฐประหาร โดยการสั่งการเข้ายึดกรุงเทพฯ ตั้งกำลังอยู่ที่ดอนเมืองและได้ยื่นเงื่อนไขบาง ประการให้รัฐบาลปฏิบัติตามยังมีใจความสำคัญต่อไปนี้

1. จัดการทุกอย่างที่อำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ

2. ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง การตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาล จะต้องเป็นไปตามมติส่วนมาก ไม่ใช่ทำด้วยการจับอาวุธดังที่แล้วมา

3. ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งทั้งหมดและพลเรือนต้องอยู่นอกวงการ เว้นแต่ที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่ในทางการ ในทางการโดยตรง

4. การบรรจุหรือแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ ต้องถือคุณวุฒิและวัยวุฒิและความสามารถ เป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบ

5. คนเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจริง ๆ

6. การปกครองกองทัพบก จะต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น

ทางฝ่ายรัฐบาลไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ จึงได้ทำการสู้รบกันที่ดอนเมือง และบางเขน เป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดฝ่ายรัฐบาลชนะ สำหรับพระองค์เจ้าบวรเดช เสด็จลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลปราบปรามฝ่ายกบฏแล้ว ก็ได้จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2475 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนตำบลก่อน แล้วจึงจะเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1

การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 แล้ว ร.7 ทรงเห็นว่าการที่มีพรรคการเมืองอยู่พรรคเดียว ทำให้ผิดหลักในการปกครองประชาธิปไตย มีคณะราษฎรผูกขาดทางการเมืองเพียงพรรคเดียว และที่ให้มีพรรคการเมืองหลายพรรค สำหรับจะให้ต่างพรรคต่างเหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกัน พระองค์จึงทรงแนะนำว่าควรที่จะให้มีพรรคการเมืองขึ้นอีกนอกเหนือจากคณะราษฎร์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของฝ่ายรัฐบาลแต่เพียงพรรคเดียว อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามพระราชประสงค์ในการที่จะยอม ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นอีก นอกเหนือจากคณะราษฎร

ในระหว่างที่ ร.7 เสด็จไปประทับอังกฤษเพื่อรักษาพระเนตรได้ทรงมีบันทึกถึงรัฐบาลเพื่อให้นำเสนอสภาผู้แทนพิจารณารวม 8 ข้อ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลสามารถปฏิบัติตามได้ พระองค์ก็จะเสด็จกลับจากอังกฤษทันที

ปรากฏว่ารัฐบาลได้นำพระราชบันทึกเสนอต่อสภาฯ พิจารณา สภาฯ มีมติให้ ผ่านระเบียบนี้ไป เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามพระราชประสงค์ได้ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระองค์เจ้าอานันมหิดลเป็นกษัตริย์สืบต่อไป โดยมีกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาและเจ้าพระยายมราชเป็นผู้สำเร็จราชการ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศออังกฤษ

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น