รัฐประหารในประเทศไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 (Coup d’etat 1940) เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทยสมัยใหม่ที่ควรศึกษา เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน นั่นคือการขึ้นมามีอำนาจอย่างมากของคณาธิปไตยทหารและสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย
สาเหตุการรัฐประหาร
สาเหตุของการรัฐประหารใน พ.ศ.2490 พอจะสรุปสาเหตุสำคัญได้ดังนี้
1.) ความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องจากการคลาดแคลนข้าวบริโภค
เป็นผลจากทั้งอุทกภัยในปี พ.ศ.2485 และการทำความตกลงสมบูรณ์แบบกับอังกฤษ ที่จะต้องขายข้าวให้แก่อังกฤษ จากกรณีดังกล่าว รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. สำรวจหรือกักกันข้าว พ.ศ.2489 และ พ.ร.บ. การค้าข้าว พ.ศ.2489 โดยหวังผล 2 ประการคือ
– เพื่อจัดสรรข้าวจากท้องที่ผลิตได้ ไปยังท้องที่ขาดแคลน
– เพื่อให้องค์กรรัฐบาลสามารถหาซื้อข้าวส่งไปยังต่างประเทศได้ครบจำนวนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา
การดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนในการหาซื้อข้าวบริโภค โดยเฉพาะในพระนครและธนบุรี ต้องใช้บัตรปันส่วนข้าว
นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบนำข้าวส่งไปขายต่างประเทศ เพราะได้ราคาดี กล่าวกันว่าข้าวที่ส่งออกนอกประเทศระหว่างปี พ.ศ.2489-2490 มากกว่าข้าวที่ทางราชการส่งออกตามสัญญา
2.) ภาวะเศรษฐกิจเสื่อมโทรมภายหลังสงคราม
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เศรษฐกิจของไทยอยู่ในสภาวะไม่มั่นคง เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าของเงินตกต่ำ สินค้ามีราคาแพง ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกัน อำนาจซื้อของค่าเงินบาทก็ต่ำลง พ.ศ.2484 ข้าวสารราคากระสอบละ 8-10 บาท แต่ปี พ.ศ.2490 กระสอบละ 170-190 บาท
3.) ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ
หลังจากสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาความระส่ำระสายภายในประเทศ เกิดชุมโจรผู้ร้ายออกปล้นทั้งในพระนครและต่างจังหวัด จนกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำหัวข้อนี้เข้าไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้ชี้แจงว่า
– ประการแรก เป็นผลมาจากการบีบเค้นทางจิตใจ ขณะอยู่ในสภาวะสงคราม
– ประการสอง เป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจทรุดโทรม
– ประการสาม ความบกพร่องในการเคลื่อนย้ายทหารและปลดปล่อยทหาร ก่อให้เกิดความระส่ำระสายไม่เป็นระเบียบ เป็นเหตุให้ทหารบางคนหันไปทำการทุจริต เช่น การลักชิงปล้นประชาชน
– ประการที่สี่ เกิดการความไม่สงบในหมู่คนจีน

4.) กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ในสมัยรัฐบาลชุดนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เกิดเหตุการณ์อันสำคัญยิ่ง คือ กรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ซึ่งทางสำนักพระราชวังกับกรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์ว่า การสวรรคตเป็นไปด้วยอุบัติทวเหตุ แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่อาจขจัดความสงสัยในหมู่ประชาชนได้ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ต่อมา รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีเหตุสวรรคต โดยการสอบสวนนั้นเสร็จสิ้นลงในสมัยรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สรุปได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็สรุปไม่ได้ว่าสวรรคตด้วยเหตุใด เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์นำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย นอกจากนี้ ก่อนการรัฐประหารหนึ่งเดือน ก็มีข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วว่า นายปรีดี พนมยงค์ ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์ในหลวง
การที่รัฐบาลไม่สามารถทำเรื่องดังกล่าวให้สว่างได้ ก็เป็นเหตุให้ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนั้นลดน้อยถอยลง ทำให้รัฐบาลตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร
5.) รัฐบาลหย่อนสมรรถภาพ
ผลจากสงครามได้ทำความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นส่วนรวม ฉะนั้น การฟื้นฟูบูรณะประเทศ จึงต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลชุดหลังสงครามถึง 7 ชุด แต่ละชุดมีอายุสั้น คิดโดยเฉลี่ยแล้ว รัฐบาลชุดหลังสงคราม มีอายุเพียง 4 เดือนเศษ รัฐบาลชุดสุดท้ายก่อนที่มีการรัฐประหาร ได้แก่ รัฐบาลชุดพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งถูกโจมตีมากที่สุด เกี่ยวกับการหย่อนสมรรถภาพในการบริหารงาน ความล้มเหลวในการจัดตั้งองค์การสรรพากร เกิดการคอรัปชั่น

6.) การเปิดอภิปรายทั่วไปลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล
้ในเดือน พ.ค. 2490 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยใช้เวลาถึง 18 วัน ปรากฏว่า รัฐบาลชนะการลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียง 86 : 55 ผลของการอภิปรายยังความกระทบกระเทือนต่อฐานะของรัฐบาลเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่าใช้เวลานาน และมีการถ่ายทอดวิทยุกระจายเสียงทั่วประเทศ กับทั้งเป็นข่าวใหญ่ ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เป็นการกระตุ้นเร่งเร้าความรู้สึกและความสนใจของประชาชน การหล่อหลอมจูงใจความคิดเห็นของประชาชน ยังผลให้เกียรติภูมิและอำนาจของรัฐบาลถูกทำลาย และยังเป็นการสร้างบรรยากาศของความสับสนและวิกฤตการณ์ อาจกล่าวได้ว่าการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นการเปิดทางให้ทหารเข้ายึดอำนาจ
7.) ความไม่พอใจของทหารบก
ความไม่พอใจของทหารบกเริ่มแต่การปลดปล่อยทหารที่ไปรบยังภาคเหนือ การปลดปล่อยมิได้เป็นไปด้วยความราบรื่น บางคนต้องเดินเท้ากลับมา ซ้ำร้ายเมื่อกลับมาแล้วก็ไม่ได้รับการต้อนรับบำรุงขวัญจากทางการและประชาชน นอกจากนั้น ทางกองทหารที่ถูกปลดปล่อยหรือยุบเลิกกำลังพลออกไป ก็ไม่อาจทำงานที่ได้ทันที เป็นเหตุให้หันไปประกอบอาชีพทุจริต เหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ สมัยนั้นอำนาจของทหารบกถูกลดลงยิ่งกว่าสมัยใด ๆ พรรคการเมืองกำลังเป็นที่นิยม นอกจากนี้ การยกย่องขบวนการเสรีไทยว่าเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ ก้าวไปสู่การเหยียดหยามกองทัพบก ทำให้ความน้อยใจที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลายเป็นช้ำใจหนักขึ้น เมื่อถูกยุแหย่หรือชักชวนก็ทำให้คล้อยตามไปได้ง่ายขึ้น

คณะรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผู้ก่อการรัฐประหาร ส่วนใหญ่เป็นนายทหารนอกประจำการ ได้แก่ พลโท ผิน ชุณหวัณ นาวาอากาศเอกกาจ กาจสงคราม พ.อ.สวัสดิ์ สวัสดิ์รณชัย เป็นต้น คณะรัฐประหารตกลงให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร
คณะรัฐประหารได้ตั้งจุดประสงค์ไว้ 6 ประการ คือ
1. เป็นการกระทำเพื่อชาติ
2. ตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เคารพในรัฐธรรมนูญ
3. เชิดชูเกียรติทหารบกให้กลับคืนมา
4. แก้ไขภาวะเสื่อมโทรมในประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
5. สืบหาตัวผู้ร้ายลอบปลงพระชนม์
6. เพื่อกำจัดลัทธิคอมมิวนิสต์ให้สูญสิ้นจากแผ่นดินไทย
การรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 8-9 พฤศจิกายน และเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อยดี นายปรีดี พนมยงค์ พลเรือตรีหลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ และพลเรือตรีสังวล สุวรรณชีพ อธิบดีกรมตำรวจ ได้หลบหนีไปได้
รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม พ.ศ.2490
หลังจากยึดอำนาจได้แล้ว คณะทหารที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ข้อสังเกตเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แก่ การถวายอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติให้แก่ประมุขของประเทศ ผิดกับระบอบรัฐธรรมนูญแห่งประชาธิปไตยที่มีการปกครองโดยรัฐสภา นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจออกกฎหมายได้ตามใจชอบ และนำเอาพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง อันเป็นการขัดต่อหลักการที่ว่า พระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง
โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อำนาจนิติบัญญัติมี 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทน สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนมีจำนวนเท่ากัน วุฒิสมาชิก เป็นผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีอายุคราวละ 6 ปี เมื่อครบ 3 ปี ให้เปลี่ยนสมาชิกครึ่งหนึ่งโดยวิธีจับฉลาก ในวาระเริ่มแรกให้ตั้งสมาชิกวุฒิสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้ทำหน้าที่รัฐสภาด้วย จนกว่าจะได้เลือกตั้งผู้แทน สภาผู้แทนมี อายุคราวละ 4 ปี การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ ต่อจากนั้น ได้มีการประกาศแต่งตั้งอภิรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2490 โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนายนเรนทร เป็นประธาน คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ตามมาตรา 10 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว
คณะรัฐประหารได้มอบให้นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2490 ด้วยเหตุผลที่ว่า ประชาชนอาจตำหนิว่าทำรัฐประหารเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และที่สำคัญ คือเกรงว่าต่างประเทศจะไม่รับรองรัฐบาลของคณะรัฐประหาร เพราะอังกฤษและสหรัฐยังไม่ลืมการกระทำของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เมื่อคราว สงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้กระทำการต่อต้านการรัฐประหาร รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้ให้อำนาจแก่คณะรัฐประหารที่จะใช้อำนาจทางทหารในการป้องกัน และปราบปรามเหตุร้ายอันอาจจะมีขึ้นได้ การมอบอำนาจดังกล่าวทำให้มีผู้วิจารณ์ว่ารัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ไม่มีอำนาจอันครบบริบูรณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน จนถึง วันที่ 20 ธันวาคม 2490 จึงได้ประกาศยกเลิกอำนาจทางทหารของคณะรัฐประหาร
รัฐประหาร 2490 : การสลายตัวของคณะราษฎร
การรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 มีผลเท่ากับคณะราษฎรซึ่งร่วม ก่อการปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 ได้สลายตัวลงอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ได้เริ่มแตกแยกกัน มาตั้งแต่ภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เพราะเจตนารมย์ของคณะราษฎร ที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยได้ถูกทำลายโดยปริยาย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2490 บรรดานักการเมืองกลุ่มเสรีนิยมของนายปรีดี พนมยงค์ และตัวของ นายปรีดี พนมยงค์ เองก็ได้ถูกกวาดล้างโดยกลุ่มเผด็จการทหาร ภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างถอนรากถอนโคน