บทที่ 1 ประวัติศาสตร์เขมร : บทนำ

เขมรเป็นชนชาติดั้งเดิมที่อยู่ในดินแดนเอเชียอาคเนย์ ประวัติศาสตร์ของเขมรเริ่มตั้งแต่สมัยฟูนัน ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมฮินดู มีศูนย์กลางความเจริญอยู่บริเวณมณฑลไปรแวงทางตอนใต้ และในลุ่มน้ำทะเลสาป รวมดินแดนบางส่วนของไทย มลายู โคชินไชนา และลาว ยุคของเขมรแท้เริ่มขึ้นในต้นคริสตศตวรรษที่ 9 เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (ค.ศ. 802-850) ตามหลักฐานจารึกที่พบในประเทศเขมรระบุว่า พระองค์มีเชื้อสายกษัตริย์ฟูนัน ทรงเสด็จมาจากชวา และรวบรวมอาณาเขตของเจนละบก เจนละน้ำ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง และขนานนามว่า อาณาจักรกัมพูชา พระองค์ทรงนำเอาลัทธิเทวราชา ซึ่งกำหนดให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันของสมมุติเทพ เข้ามาใช้ในการปกครอง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 2



กษัตริย์เขมรที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เขมรซึ่งควรกล่าวถึงอีกพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (ค.ศ. 889-900) พระองค์ได้ขยายอิทธิพลของกัมพูชาออกไป จนถึงแหลมมลายู เกี่ยวกับอาณาเขตของกัมพูชาในยุคนั้น มีจารึกในปี ค.ศ. 947 ซึ่งพบที่ปราสาทปักษีจำกรง ระบุว่า อาณาเขตทิศเหนือจรดจีน ตะวันออกจรดจามปา ตะวันตกจรดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด ถึงมหาสมุทรอินเดีย ได้ดินแดนบางส่วนของภาคใต้ของไทยปัจจุบัน เช่น แถบอำเภอพุนพิน จ. สุราษฎร์ธานี และแถบไชยา จึงกล่าวได้ว่าอาณาจักรกัมพูชาในสมัยของพระองค์มีอาณาเขตกว้างขวางทัดเทียมกับอาณาจักรฟูนันสมัยรุ่งเรือง นอกจากนั้นแล้ว หลักฐานจากสถาปัตยกรรม ต่าง ๆ ในสมัยนี้ ทำให้ทราบว่าได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดีย การนับถือศาสนาก็ยังเป็นแบบฮินดูอยู่สำหรับชนชั้นสูง ส่วนราษฎรทั่ว ๆ ไปรับนับถือศาสนาพุทธ เหมือนกับสมัยฟูนันเรืองอำนาจ

พระเจ้ายโสวรมันที่ 1



ในปลายคริสตศตวรรษที่ 12 เขมรอ่อนอำนาจลง เนื่องจากความยุ่งยากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในการสงครามและการเกณฑ์แรงงานในการก่อสร้างนครวัด ทำให้ประชาชนก่อการกบฏ จนในปี ค.ศ. 1177 พวกจามจึงเข้าโจมตีอาณาจักรกัมพูชา และยึดนครวัดไว้ได้ เขมรเป็นอิสระอีกครั้งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ค.ศ. 1181-1219) สามารถขับไล่จามออกไปได้ และทำการขยายอาณาเขตออกไปได้อย่างกว้างขวาง ทรงสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ เรียกว่านครธม แม้ว่าเขมรจะเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ไม่ยืนนาน เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สิ้นพระชนม์ เขมรก็เริ่มเสื่อมลง เมืองที่อยู่นอก ๆ ออกไปเริ่มแข็งเมือง และในขณะเดียวกัน ชนเผ่าไทย ก็เริ่มอพยพลงมาทางใต้ และตั้งมั่นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา อาณาจักรกัมพูชาหมดอำนาจ ถึงแม้ว่าจะรักษาเอกราชได้ แต่ก็ไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนดังที่ได้เคยเป็นมาในอดีตได้อีก เนื่องจากต้องพะวงอยู่กับการศึกสงครามกับไทย (สมัยอยุธยา) พม่าและเวียดนาม ไทยได้เข้าปกครองเขมรโดยตรง (ที่มีหลักฐานมั่นคง) เป็นครั้งแรก แต่ระยะสั้นมาก ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ในปี ค.ศ. 1451 และไทยได้ แต่งตั้งพระนครอินทร์ โอรสเจ้าสามพระยา เป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมร แต่ปกครองได้ไม่นาน เขมรก่อกบฏลอบปลงพระชนม์พระนครอินทร์ หลังจากนั้นเรื่อยมาเขมรก็มักฉวยโอกาสรุกรานชายแดนไทย ในขณะที่ไทยถูกพม่าคุกคาม หรือเวลาที่ไทยเกิดแย่งอำนาจกัน หรือเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ซึ่งเมื่อมีโอกาสไทยก็มักจะไปตีตอบโต้ทุกครั้ง และในการนี้เอง เขมรได้หันไปพึ่งญวน ดังนั้น ไทยกับญวน จึงผลัดกันเข้าปกครองเขมรจนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เขมรจึงเป็นอิสระจากไทยและญวน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้เกิดความไม่สงบในดินแบบเขมรหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน การแย่งอำนาจมีผลทำให้ไทยและญวนต่างก็ขยายอิทธิพลเข้าแทรกแซงเขมร จนเป็นสาเหตุทำให้ ไทยต้องพาสงครามกับญวนถึง 2 ครั้งด้วยกันในดินแดนเขมร เพื่อขจัดอำนาจของญวนออกไปจากดินแดนเขมร

ในเวลาเดียวกัน ไทยก็ดำเนินนโยบายใหม่คือ พยายามสถาปนาเจ้าเขมรที่นิยมไทย ให้ขึ้นปกครองเขมร ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงสถาปนา นักองค์ด้วงขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร โดยจัดให้มีพิธีราชาภิเษกอย่างสมพระเกียรติตามแบบอย่างที่เคยตั้งเจ้าประเทศราช ทรงพระนามว่า สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี พระเจ้ากรุงกัมพูชา เขมรต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี และโอรสของกษัตริย์เขมรต้องมาศึกษาเล่าเรียน เหมือนเป็นตัวประกันอยู่ในกรุงเทพฯ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยก็อยู่ในฐานะสถาปนากษัตริย์เขมรอีกเช่นเคย พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ทั้งนักองค์ราชาวดี เป็นสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์มหาอุปราช และตั้งนักองค์ศรีสวัสดิ์ เป็นสมเด็จพระหริราชรัตไนไกรแก้วฟ้า และให้ออกไปช่วยพระหริรักษ์รามาธิบดี ผู้เป็นพระราชบิดา ปกครองบ้านเมือง

สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองค์ด้วง)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น