บทที่ 4 การเรียกร้องเอกราชของเขมร (1)

ขบวนการชาตินิยมในกัมพูชา เกิดขึ้นหลังจากขบวนการชาตินิยมเวียดนามหลายปี ทั้งนี้เนื่องจากในการปกครองกัมพูชานั้น ฝรั่งเศสยังคงให้มีสถาบันกษัตริย์ และขุนนางไว้ เป็นผลทำให้โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ในด้านเศรษฐกิจก็ได้รับการกระทบ กระเทียนน้อย ความรู้สึกชาตินิยมจึงอยู่ในวงจำกัด เฉพาะพวกราชวงศ์ และขุนนางที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ชนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย และถูกฝรั่งเศสหาทางกำจัดเสีย ขบวนการชาตินิยมของกัมพูชาเกิดขึ้นจริงจังในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็น ซึ่งเป็นผลจากการยึดครองของญี่ปุ่น

สมเด็จพระศรีสวัสดิ์มณีวงศ์

ในปี ค.ศ. 1942 เมื่อสมเด็จพระศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ กษัตริย์เขมรสิ้นพระชนม์ ทรงมีราชโอรส 2 องค์ คือ เจ้าฟ้าศรีสวัสดิ์มณีเรศ และเจ้าฟ้าศรีสวัสดิ์มณีพงศ์ โดยเจ้าฟ้าศรีสวัสดิ์มณีเรศ สมควรจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร แต่เนื่องจากเจ้าฟ้าองค์นี้มีการศึกษาดี และมีความคิดรุนแรงในการต่อต้านฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเกรงจะก่อเหตุยุ่งยาก จึงหาทางป้องกัน โดยกีดกันไม่ให้ราชสมบัติ จัดส่งไปที่ปารีสประเทศฝรั่งเศส อ้างว่าเพื่อ ให้การศึกษา ก่อนที่สมเด็จพระศรีสวัสดิ์มณีวงค์จะสิ้นพระชนม์ ฝรั่งเศสตั้งเจ้าสีหนุ ซึ่งมีพระชนม์ 19 พรรษา เป็นกษัตริย์ ซึ่งไม่ตรงตามตามกฎมณเฑียรบาล การกระทำของฝรั่งเศสครั้งนี้ ทำให้กฎมณเฑียรบาลของเขมรหมดความศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เกิดการแตกแยกในหมู่ราชวงศ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จนทำให้ฝรั่งเศสต้องเนรเทศเจ้านายหลายองค์ไปควบคุมไว้ที่ฝรั่งเศส

สิงหาคม ค.ศ. 1940 กองทัพไทยเข้ายึดดินแดนที่เสียไปในปี ค.ศ. 1904 และ 1907 ต่อมาญี่ปุ่นได้ทำหน้าที่เจรจาบีบบังคับให้ฝรั่งเศสทำสัญญาสงบศึก กับไทยในวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 ฝรั่งเศส ต้องคืนมณฑลบูรพา ซึ่งมีเสียมราฐ พระตะบอง ให้แก่ไทย

ครั้นญี่ปุ่นเปิดฉากทำสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองเขมรด้วย โดยอ้างว่ามีความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เมื่อญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองเขมรแล้ว ญี่ปุ่นได้กำจัดผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสและผู้นิยมฝรั่งเศสออกไปจากวงการรัฐบาล และแต่งตั้งชาวเขมรซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อฝรั่งเศสเข้ามาบริหารงานแทน ญี่ปุ่นสนับสนุน นายซัน ง็อก ทัน นักชาตินิยมเขมรซึ่งหนีฝรั่งเศสไปอยู่ญี่ปุ่นหลายปี ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ

นายซัน ง็อก ทัน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นไปจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ซัน ง็อก ทันจึงประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศอิสระภาพโดยจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศโดยชาวเขมรอย่างแท้จริง เขาประกาศจะให้ประชาชนแสดงประชามติเกี่ยวกับการได้รับเอกราชของเขมร แต่ยังไม่ทันได้ลงมือดำเนินการตามที่ตั้งใจไว้ ทหารฝรั่งเศสได้กลับคืนมาสู่พนมเปญอีกครั้งหนึ่ง ซันง็อกทันถูกจับและถูกไต่สวนในข้อหาร่วมมือกับญี่ปุ่น เขาถูกตัดสินให้ทำงานหนักเป็นเวลา 20 ปี แต่ต่อมาได้รับการลดโทษเหลือเพียงส่งตัวไปคุมขังที่ประเทศฝรั่งเศส

ซัน ง็อก ทัน

เจ้าสีหนุประกาศยอมรับการกลับคืนมามีอำนาจของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพรรคพวกของนายซัน ง็อก ทัน ได้หลบหนีฝรั่งเศสไปตั้งมั่นต่อต้านในจังหวัดภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเขมรซึ่งบริเวณแถบนั้นมีกลุ่มชาตินิยมเขมรอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกกลุ่มเขมรอิสระโดยมีรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ สนับสนุนอย่างลับ ๆ แต่เขมร สองกลุ่มดังกล่าวก็ไม่อาจที่จะร่วมมือกันอย่างจริงจังได้ เมื่อรัฐบาลนายปรีดีหมดอำนาจลงและรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งนิยมตะวันตกขึ้นมามีอำนาจแทน กลุ่มเขมรชาตินิยมซึ่งกำลังต่อต้านฝรั่งเศสอาศัยอยู่ตามชายแดนไทยก็อ่อนกำลังลงไปด้วย

เจ้าสีหนุกษัตริย์แห่งเขมรทรงใช้วิธีทางการทูตในการเจรจากับฝรั่งเศ เพื่อเรียกร้องเอกราชอย่างสมบูรณ์ แต่ทางฝ่ายฝรั่งเศสไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกราช อย่างสมบูรณ์แก่เขมร ในเดือนมกราคม 1946 ฝรั่งเศสเสนอที่จะมอบรัฐธรรมนูญแก่เขมร โดยมีเงื่อนไขว่าจะให้เขมรมีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ให้อยู่ภายใต้สหพันธ์อินโดจีน และอยู่ภายใต้การกำหนดขอบเขตของสหภาพฝรั่งเศส

จะเห็นได้ว่าภายใต้เงื่อนไขที่ฝรั่งเศสเสนอนี้ อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่ข้าหลวงฝรั่งเศสประจำพนมเปญผู้ซึ่งยังมีอำนาจเต็มที่จะยับยั้งกฎหมายใด ๆ ที่เสนอ โดยสมาชิกสภาชาวเขมร ฝรั่งเศสยังคงมีอำนาจควบคุมความมั่นคงภายในและการต่างประเทศเหมือนดังเดิม

เจ้าสีหนุทรงเห็นว่าเขมรควรยอมรับแนวทางของฝรั่งเศส เนื่องจากเขมรไม่มีกำลังทหารที่เข้มแข็งพอจะขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้ แต่พระองค์ก็เชื่อมั่นว่า ฝ่ายเวียดมินห์คงจะมีความสามารถพอที่จะ พอที่จะขับไล่ฝรั่งเศสออกจากเวียดนามได้ พระองค์ทรงมีนโยบายที่จะร่วมมือกับเวียดมินห์ในการขับไล่ฝรั่งเศสออกจากอินโดจีน เจ้าสีหนุเห็นว่าเขมรควรยอมรับอำนาจของฝรั่งเศสไปก่อนเพื่อเป็นบันไดที่จะก้าวต่อไปในการแสวงหาเอกราชอย่างสมบูรณ์ นอกจากเขมรไม่มีกำลังพอที่จะขับไล่ฝรั่งเศสออกไปได้แล้ว เขมรยังมีปัญหาใหญ่ ๆ หลายประการที่ยังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง และปัญหาดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสามารถแก้และพัฒนาให้ดีขึ้น

ความคิดชาตินิยมของชาวเขมรอาจจะช้ากว่าที่อื่น ๆ ในเอเชียด้วยกัน ช่วงระยะที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเขมรได้ช่วยกระตุ้นให้ชาวเขมรเกิดความรู้สึกนืใึกคิดทีืจะปลดแอกตน ความคิดชาตินิยมเริ่มแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นักชาตินิยมที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราชนั้น เป็นกลุ่มชนเล็ก ๆ ซึ่งเป็นพวกที่ได้รับการศึกษาสูงโดยเฉพาะเป็นผู้จบการศึกษา จากฝรั่งเศสและกลุ่มเชื้อพระวงศ์ อาจกล่าวได้ว่าแนวทางต่อสู้เพื่อเอกราชของเขมรแบ่งออกได้ 2 แนวทางคือ แนวทางปฏิรูปซึ่งใช้การพูดเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส แนวทางนี้มีเจ้าสีหนุเป็นผู้นำ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการต่อสู้ด้วยกำลังทหาร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของนายซัน ง็อก ทัน

ในเดือนพฤษภาคม 1946 รัฐบาลเขมรประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง เพื่อเตรียมการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1945 ซึ่งฝรั่งเศสเป็นผู้มอบให้ การเลือกตั้งครั้งนี้กำหนดว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเป็นชายเท่านั้น ขณะนั้นกลุ่มการเมืองของเขมรที่นับว่ามีบทบาทสำคัญมีอยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งเป็นคู่แข่งขันในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษา กลุ่มแรกคือ พรรคเสรีนิยม โดยมีเจ้านรินเดช เป็นผู้นำ พรรคได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการในระดับสูง กลุ่มนี้มีนโยบายไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรวดเร็วเกินไป ต้องการคงความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศสต่อไปซึ่งเป็นแนวนโยบาย ของเจ้าสีหนุ

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) กลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากคนหนุ่มซึ่งมีความคิดก้าวหน้าและได้รับการศึกษาสูง กลุ่มนี้เจ้ายุทธวงศ์เป็นผู้นำ เจ้าชายองค์นี้ได้รับการศึกษามาจากฝรั่งเศส ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการหนุ่ม ๆ พรรคนี้มีนโยบายที่แน่นอน คือต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างสมบูรณ์

ส่วนพรรคที่ 3 นั้นคือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ( Progressive Democratic Party) โดยมีหัวหน้าคือเจ้าชายนโรดม มณฑนา จะเห็นได้ว่าทั้งสามพรรคต่างประกอบด้วยเจ้านายชั้นสูงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งสิ้น

การเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน 1946 ผลก็คือพรรคประชาธิปไตยได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากในสภา เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้เจ้าสีหนุไม่พอใจอย่างมาก พรรคเสรีนิยมที่สนับสนุนพระองค์กลับได้รับเลือกเข้ามาน้อยมาก เจ้าสีหนุจึงเสนอที่จะให้มีคณะรัฐบาลประกอบด้วยบุคคลที่มาจากเจ้าสีหนุแต่งตั้งจำนวนหนึ่งกับบุคคลที่มาจากสภาอีกส่วนหนึ่ง สภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ จากพรรคประชาธิปไตยปฏิเสธไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว อันแสดงให้เห็นว่า เจ้าสีหนุต้องการที่จะเข้าควบคุมฝ่ายบริหาร แต่อย่างไรก็ตามเจ้าสีหนุก็ได้อ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดไว้ให้กษัตริย์สามารถแทรกแซงในการแต่งตั้งคณะบริหารประเทศได้

เจ้าสีสุวัตถ์ ยุทธวงศ์ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยกัมพูชา

ในปี 1947 สภาได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่กลุ่มเขมรอิสระ ทำให้ เขมรอิสระได้เข้ามารวมกับพรรคประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก ต่อมาเจ้าชาย ยุทธวงศ์สิ้นพระชนม์ พรรคประชาธิปไตยจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มเขมรอิสระ ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงในการเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส

สภาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และได้มีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนธันวาคม 1947 ผลก็คือพรรคประชาธิปไตยได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมาก ในสภาอีกเป็นครั้งที่สอง ในเวลาต่อมาได้เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรงในพรรคประชาธิปไตย อันเนื่องมาจากเกิดการแย่งชิงอำนาจกันพรรคประชาธิปไตย ในที่สุดรัฐบาลเขมรก็ล้มคว่ำเพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภา พรรคประชาธิปไตยพยายามจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1949 โดยร่วมมือกับพรรคเสรีนิยม คราวนี้จัดตั้งได้สำเร็จ โดยมีนาย เยม สัมโบร์ (Yem Sambaur ) เป็นนายกรัฐมนตรี

เยม ซัมโบร์

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น