บทที่ 1 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของจีน

จีนเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และสร้างสรรค์อารยธรรมความเจริญด้วยตนเอง ทำให้จีนภาคภูมิใจในอารยธรรมและความยิ่งใหญ่ของตน ดังที่จีนเรียกชื่อประเทศตนเองว่า จงกว๋อ (Zongguo) แปลว่า อาณาจักรกลาง หมายถึง ศูนย์กลางของโลกที่มีอารยธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดทางการเมืองในอดีตที่จีนมองว่าตนมีความเหนือกว่าชาติอื่นๆ แนวคิดนี้มีผลอย่างมากต่อทัศนคติของชนชั้นนำจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อชาติตะวันตกที่มีแนวคิดการเมืองและวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้ามาติดต่อกับจีนจนส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างจีนกับชาติตะวันตกในเวลาต่อมา

การปกครองของจีนก่อนยุคราชวงศ์

ก่อนเข้าสู่ยุคราชวงศ์ เรียกว่า ยุคตำนาน มีการปกครองโดยเลือกผู้ปกครองจากบุคคลที่มีความสามารถหรือมีความดีเด่นในด้านอื่น เช่น มีความกตัญญู ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม เช่น หวงตี้ (Huangdi) หรือ จักรพรรดิเหลือง บุคคลในตำนานที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งประเทศจีน ต่อจากสมัยของหวงตี้เป็นยุคของผู้ปกครอง 3 คน คือ เหยา (Yao) ซุ่น (Sun) และ อวี้ (Yu) ซึ่งเลือกจากผู้ที่มีความสามารถ มีคุณธรรม จนเมื่ออวี้มอบราชสมบัติให้กับโอรส จึงเป็นการเริ่มเข้าสู่ยุคราชวงศ์เป็นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์เซี่ย ซึ่งมีหลักฐานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ แต่ยังไม่พบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยนี้ ราชวงศ์เซี่ยจึงอยู่ในสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์

หวงตี้ (Huangdi) หรือจักรพรรดิเหลือง

จีนเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ซาง ดังมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรจารึกอยู่บนกระดูกสัตว์หรือบนกระดองเต่า เรียกว่า กระดูกมังกร หรือ เจียกู่เหวิน (Jiaguwen) ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม ในสมัยราชวงศ์โจวมีการปกครองแบบนครรัฐ มีเจ้าปกครองเมืองต่างๆ สมัยโจวตะวันออกบ้านเมืองแตกแยก เจ้าผู้ครองแคว้นต่อสู้แย่งกันเป็นใหญ่ เรียกว่า ยุคชุนชิว (ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง 771–481 ปีก่อน ค.ศ.) และยุคจ้านกว๋อ (ยุคสงครามระหว่างแคว้น 403-221 ปี ก่อน ค.ศ.) เป็นช่วงที่เจ้าครองแคว้นมีอำนาจมาก มีสงครามระหว่างแคว้น เกิดแนวคิดกษัตริย์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ หรือ เทียนจื่อ (Tianzi) ได้รับอาณัติสวรรค์ หรือ เทียนมิ่ง (Tianming) ให้มาปกครองแผ่นดิน ถือเป็นกรอบแนวคิดทการเมืองของจีนกว่าสองพันปี การแตกแยกของบ้านเมืองทำให้เกิดสำนักความคิดจำนวนมากเพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งในบ้านเมือง เช่นลัทธิเต๋า (Daoism) ของ เหลาจื่อ (Laozi 604–531 ปีก่อน ค.ศ.) ลัทธิขงจื่อ (Confucianism) ของขงจื่อ (Confucius 551–479 ปีก่อน ค.ศ.) สมัยราชวงศ์ฮั่น ราชสำนักนำลัทธิขงจื่อมาเป็นแนวทางในการปกครองบริหารบ้านเมืองจนปฏิบัติสืบมาอีกกว่าสองพันปี

ความสัมพันธ์แบบจารีตระหว่างจีนกับต่างชาติก่อนสงครามฝิ่น

การติดต่อกับต่างชาติของจีนตลอดมาอยู่ในรูปแบบที่จีนเหนือกว่า เพราะความคิดของจีนที่เชื่อว่าจีนเป็นศูนย์กลางโลกและมีพร้อมทุกสิ่ง ส่วนชาวต่างชาติเป็นผู้น้อยป่าเถื่อนที่เข้ามาขอความเมตตาจากจีน ต้องการสินค้าหรือเรียนรู้ความเจริญจากจีน ทำให้จีนติดต่อผ่านระบบ บรรณาการ และการติดต่อทางการค้าผ่านระบบกวางตุ้ง (Canton System)

การติดต่อผ่านระบบบรรณาการ คือ จีนติดต่อกับรัฐอื่นในฐานะทางการเมืองที่เหนือกว่า เมื่อพิจารณาในแง่ของจีน จีนถือว่าจีนเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่เจริญก้าวหน้าและมีผลิตผลที่ชาติอื่นต้องการ มากกว่าที่จีนต้องการผลิตผลจากชาติอื่น ดังนั้นจีนไม่จำเป็นต้องติดต่อกับต่างชาติ การที่จีนยอมติดต่อกับต่างชาติที่เป็น “คนป่าเถื่อน” หรือ “พวกนอกกำแพง” ใน มุมมองของจีน เท่ากับว่าจักรพรรดิจีนเมตตาต่อชนป่าเถื่อน ชาติที่ต้องการติดต่อกับจีนจึงต้อง

อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่าและมอบบรรณาการให้จักรพรรดิจีนผู้ซึ่งเปรียบเสมือนโอรสสวรรค์ จีนถือว่ารัฐนั้นเป็นรัฐบรรณาการและอนุญาตให้ค้าขายกับจีนได้ ระบบบรรณาการเป็นการแสดง สถานะทางการเมืองที่เหนือกว่าของจีน ถ้ารัฐใดไม่ยอมรับโดยเฉพาะรัฐที่อยู่ใกล้กับจีน จีนอาจใช้กำลังเข้าโจมตีได้ ทั้งนี้ จีนมองระบบบรรณาการเป็นเรื่องการเมือง แต่บางชาติมองในด้านผลประโยชน์ทางการค้าที่จะได้จากการติดต่อกับจีน

แต่เมื่อชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อกับจีนทางทะเลในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จีนก็จำกัดการค้าไว้ที่เมืองกวางตุ้งทางตอนใต้ แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาติตะวันตกส่งทูตเข้ามาติดต่อ พร้อมกับแนวคิดการค้าเสรีและรัฐที่เท่าเทียม ระบบ บรรณาการและการค้าผูกขาด จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกัน อันเป็นผลจากความแตกต่างด้าน แนวคิดทางการเมืองระหว่างรัฐและความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

ระบบกวางตุ้ง (Canton System)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น