บทที่ 2 ปัญหาของจีนก่อนเกิดสงครามฝิ่น

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จีนอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty ,ค.ศ.1644-1912) ซึ่งเป็นชนเผ่าแมนจู (Manchu) ที่สามารถรบชนะและเข้าปกครองจีนต้อจากราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty , ค.ศ. 1368-1644) ในค.ศ.1644 การที่ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นคนต่างเผ่าไม่ใช่ชาวจีนฮั่น (Han) สามารถเข้าทําการปกครองจีนนั้นก็ด้วยกองทหารที่มีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการรบ รวมทั้งแนวความคิดของจีนเองในด้านการปกครองเรื่อง “อาณัติแห่งสวรรค์” ดังนั้นเมื่อราชวงศ์ชิงเข้าปกครองจีนก็ได้ใช้การปกครองในระบอบ จักรพรรดิที่จีนใช้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน โดยจักรพรรดิจะทรงเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวในการตัดสินในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

ในการบริหารประเทศ จักรพรรดิทรงรวมศูนย์กลางอํานาจไว้ที่เป่ย์จิง โดยแบ่งการปกครอง ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในส่วนกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศ จักรพรรดิทรงแบ่งหน่วยงานออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) องค์กรบริหารหลัก 2) สํานักประสานงาน และ 3) สํานักราชเลขาธิการ ซึ่งส่วนที่มีความสําคัญต่อการบริหารประเทศมากที่สุดคือ องค์กรบริหาร หลัก ซึ่งประกอบไปด้วย สภาเสนาบดี สภาองคมนตรี และกระทรวงทั้งหก

ในส่วนภูมิภาค รัฐบาลชิงแบ่งการปกครองในส่วนภูมิภาคออกเป็น 18 มณฑล ในแต่ละมณฑลจะมีข้าหลวง ทําการปกครอง ยกเว้นมณฑลจื๋อลี่ ที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง ข้าหลวงในแต่ละมณฑลจะทําการปกครองภายใต้การตรวจสอบของข้าหลวงใหญ่ ( Governor-General ) โดยข้าหลวงใหญ่หนึ่งคนจะทําหน้าที่ในการควบคุมข้าหลวง 2-3 มณฑล ซึ่งผู้ดํารงตําแหน่งข้าหลวงใหญ่ส่วนมากจะเป็นชาวแมนจู ในขณะที่ผู้ดํารงตําแหน่งข้าหลวงจะเป็นชาวจีนเพื่อทําให้ประชาชนจีนไม่รู้สึกว่าถูกปกครองโดยชนต่างเผ่า นอกจากนี้ในมณฑลต่างๆยังมีข้าหลวงพิเศษฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายศึกษาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากจักรพรรดิ ให้มาดํารงตําแหน่งในแต่ละมณฑลคอยช่วยเหลือข้าหลวงในการบริหารงาน ซึ่งข้าหลวงใหญ่และข้าหลวงจะต้องทําหนังสือทูลเกล้าฯถวายแด่องค์จักรพรรดิ หากมีปัญหาเกิดขึ้นภายในมณฑล ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักสมดุลอํานาจและการตรวจสอบของ ราชวงศ์ชิง แต่อํานาจในการตัดสินใจทั้งหมดจะอยู่ที่องค์จักรพรรดิ ทําให้ในทางปฏิบัติข้าหลวงก็ ไม่ได้มีอํานาจที่แท้จริงในการปกครองมณฑล

ปัญหาของจีนก่อนเกิดสงครามฝิ่น

หลังจากที่ราชวงศ์ชิงเข้าปกครองจีน ในช่วงแรกของการปกครองจักรพรรดิราชวงศ์ชิงสามารถทําให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะในสมัยของจักรพรรดิคังซี จักรพรรดิยงเจิ้ง และ จักรพรรดิเฉียนหลง ซึ่งถือว่าเป็นสมัยที่ราชวงศ์ชิงเจริญถึงขีดสูงสุด แต่ระบบราชการจีนเมื่อใช้เป็นเวลานานก็เกิดความหย่อนยาน เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ดีฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างแพร่หลาย มีการติดสินบน การขูดรีด และการเรียกเก็บภาษีที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ

เหอเซิน (Heshen) ขุนนางจีนในสมัยราชวงศ์ชิง ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขุนนางผู้คดโกงอย่างมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

นอกจากปัญหาการขาดผู้นําที่ปรีชาสามารถแล้ว ทางด้านการทหารของจีนก็เสื่อมสมรรถภาพ เนื่องจากบ้านเมืองสงบสุขเป็นเวลานาน ทําให้กองทัพแปดธงของแมนจูขาดการฝึกฝน ความเสื่อมของทหารกองธงนี้ปรากฏเด่นชัดเมื่อราชวงศ์ชิงต้องหันไปใช้กองทหารชาวจีนที่เรียกกองทหารธงเขียว ในการปราบปรามกลุ่มกบฏบัวขาว (White Lotus Rebellion, ค.ศ.1796-1804) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิง ในการปราบปรามกลุ่มกบฏบัวขาวรัฐบาลต้องสูญเสียเงินและเวลาไปมาก ทําให้ในปี ค.ศ.1812 จีนมีทหารชาวจีนสังกัดกองทัพธงเขียวถึง 660,000 คน ในขณะที่มีทหารในกองทัพแปดกองธงเพียง 500,000 คน กองทัพธงเขียวได้กระจายกําลังทั่วประเทศและเป็นอิสระไม่ขึ้นกับทหารในระบบกองธง โดยจะอยู่ภายใต้การปกครองของข้าหลวงใหญ่และข้าหลวงในแต่ละมณฑล ทําให้กองทหารชาวจีนมีความสําคัญแทนที่กองทัพแปดธงของแมนจูในที่สุด

ในด้านเศรษฐกิจและสังคม การที่ประเทศจีนอยู่ในสภาวะสงบสุขเป็นระยะเวลายาวนานทําให้เกิดปัญหาที่ดินทํากินขึ้นอันเนื่องมาจากการเพิ่มของจํานวนประชากรอย่างรวดเร็ว ในค.ศ.1600 จีนมีประชากรเพียง 150 ล้านคน ค.ศ.1770 มีประชากรเป็น 213 ล้านคน แล้วเพิ่มเป็น 301 ล้านคน 345 ล้านคน และ 394 ล้านคนในค.ศ.1790 ค.ศ.1810 และค.ศ.1830 ตามลําดับ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า เกษตรกรชาวจีนไม่มีที่ดินทํากินเป็นของตนเองมีระหว่างร้อยละ 60-90 เนื่องจากที่ดินตกอยู่ในมือราชาที่ดินและผู้มั่งคั่ง รวมทั้งพวกกองธงและขุนนาง ทําให้เกิดปัญหาที่ดินทํากินและปัญหาอาหารมีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนตามมาด้วย ระดับความเป็นอยู่เริ่มเสื่อมลง จํานวนประชากรที่ยากจนมีเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน และการไม่มีงานทําตามมา ทําให้ชาวจีนบางส่วนกลายเป็นโจรหรือเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมลับจนก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของสมาคมลับขึ้นเป็นจํานวนมาก

นอกจากจีนจะมีปัญหาที่มีสาเหตุมาจากภายในประเทศแล้ว จีนยังมีปัญหาเนื่องมาจากการนําฝิ่นเข้ามาขายของชาวต่างชาติโดยเฉพาะอังกฤษ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน ทําให้ชาวจีนติดฝิ่นเป็นจํานวนมาก เป็นเหตุให้สุขภาพของประชาชนเสื่อมโทรม และเงินของจีนต้องรั่วไหลออกนอกประเทศไปกับสินค้าที่ไร้ประโยชน์ ทั้งกับประเทศชาติและกับประชาชน จีนเอง ซึ่งทางการจีนได้พยายามแก้ไขปัญหาการค้าฝิ่นในจีนด้วยการออกกฎหมายที่มีโทษรุนแรง ทั้งกับผู้ค้าและผู้เสพ แต่ก็ยังคงมีการลักลอบค้าฝิ่นและสูบฝิ่นอยู่ เนื่องจากฝิ่นสามารถทํากําไรมหาศาลให้กับผู้ค้า และข้าราชการจีนเองก็ไม่ได้ทําการปราบปรามการค้าฝิ่นอย่างจริงจัง การสูบฝิ่น ขยายวงกว้างทั้งเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ทหาร และชาวบ้าน จนท้ายที่สุดจักรพรรดิเต้ากวง ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการปราบปรามฝิ่นอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นความขัดแย้งกับชาติมหาอํานาจและทําให้เกิดสงครามฝิ่นขึ้นในที่สุด

จักรพรรดิเต้ากวง (Dàoguāng)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น