จีนทําสงครามกับชาติมหาอํานาจถึง 2 ครั้ง ระหว่างค.ศ.1839-1860 คือ สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 และสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 จากปัญหาความไม่เข้าใจกันที่สั่งสมมานานทั้งจากปัญหาความไม่เข้าใจด้านขนบธรรมเนียมประเพณีระหว่างกันและความขัดแย้งในด้านการค้า สงครามทั้ง 2 ครั้ง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับจีนเป็นอันมาก และถือว่าสงครามที่เกิดขึ้นเป็นการคุกคามจีนของชาติมหาอํานาจตะวันตกเป็นครั้งแรก
สงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ค.ศ.1839-1842
พ่อค้าอังกฤษได้นําฝิ่นเข้ามาขายในจีนทําให้เศรษฐกิจของจีนต้องสั่นคลอน เงินรั่วไหลออกนอกประเทศเป็นจํานวนมากเพื่อแลกกับฝิ่นซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีประโยชน์และทําลายสุขภาพของคนจีน จีนจึงพยายามแก้ไขด้วยการออกกฎหมายควบคุมและห้ามนําฝิ่นเข้าประเทศ แต่ก็ยังมีการลักลอบค้าฝิ่นอย่างต่อเนื่อง ในค.ศ.1773 มีการขนฝิ่นมายังจีน 1,000 หีบ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพิ่มจํานวนเป็น 4,000 หีบ และในช่วงก่อนเกิดสงครามฝิ่นได้เพิ่มปริมาณเป็น 40,000 หีบ 3 (ในแต่ละหีบจะบรรจุฝิ่นน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม) ในค.ศ.1834 รัฐสภาอังกฤษได้ประกาศยกเลิกการผูกขาดการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เพราะรัฐบาลต้องการให้พ่อค้าชาวอังกฤษมีเสรีภาพในการทําการค้าเช่นเดียวกับพ่อค้าชาวอเมริกัน เมื่อยกเลิกการผูกขาดการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษแล้ว รัฐบาลอังกฤษได้แต่งตั้งให้ลอร์ดเนเปียร์ (Lord Napier) เป็นผู้แทนการค้าของอังกฤษในจีนเพื่อดําเนินการค้ากับทางการจีนโดยตรง ไม่ต้องผ่านการผูกขาดการค้าของพ่อค้าคนกลางของจีนและบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ แต่ทางการจีนได้ปฏิเสธความต้องการของรัฐบาลอังกฤษและยืนยันให้ทําการค้าผ่านพ่อค้าคนกลางของจีนเท่านั้น ลอร์ดเนเปียร์ไม่ยอมปฏิบัติตามกฏการค้าของทางการจีน จีนจึงมีคําสั่งขับลอร์ดเนเปียร์ออกจาก กว่างโจวไปที่มาเก๊า คําสั่งดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับลอร์ดเนเปียร์เป็นอย่างมาก ลอร์ด เนเปียร์จึงสั่งให้เรือที่ทําหน้าที่คุ้มกันตนเองแล่นเข้าป้อมหูเหมิน จีนได้ระดมยิงเพื่อสกัดกั้นจนเรือของอังกฤษต้องถอยร่นไป ลอร์ดเนเปียร์ต้องยอมออกจากกว่างโจวไปอยู่ที่มาเก๊าและเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยโรคมาเลเรีย การปะทะกันระหว่างจีนกับอังกฤษได้ทําให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติตรึงเครียด ในค.ศ.1836 รัฐบาลอังกฤษได้แต่งตั้งให้กัปตันชาร์ลส์ เอลเลียด (Charles Elliot) มาดํารงตําแหน่งผู้แทนการค้าของอังกฤษในจีน ซึ่งในขณะนั้นพ่อค้าอังกฤษทําการกดดันรัฐบาลอังกฤษให้เปิดการเจรจากับรัฐบาลจีนอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องจีนเปิดการค้ากับต่างประเทศอย่างเสรีและขยายเมืองท่าในการทําการค้าให้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลอังกฤษก็พยายามเปิดการเจรจา ตามคําร้องของพ่อค้าชาวอังกฤษ เนื่องจากปริมาณการค้า (โดยเฉพาะฝิ่น) ในจีนได้สร้างรายได้จํานวนมหาศาลให้กับอังกฤษ
ในขณะเดียวกัน ทางการจีนก็เริ่มเข้มงวดกับการปราบปรามการลักลอบค้าฝิ่นและสูบฝิ่น เพราะจักรพรรดิเต้ากวงทรงต้องการให้การปราบปรามการค้าฝิ่นและการสูบฝิ่นเป็นไปอย่างจริงจัง ดังนั้นในค.ศ.1838 พระองค์ทรงแต่งตั้งให้หลิน เจ้อสวี (Lin Zexu) ดํารงตําแหน่งข้าหลวงพิเศษเดินทางไปกว่างโจว เพื่อทําหน้าที่ปราบปรามฝิ่นให้เด็ดขาด โดยหลินได้ทําการยึดฝิ่นซึ่งเป็นสินค้าผิดกฏหมายที่อยู่ในครอบครองของชาวต่างชาติมาทําลายการกระทําดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อค้าชาวต่างชาติเป็นอันมาก เนื่องจากฝิ่นเป็นสินค้าที่ทํารายได้อย่างมหาศาลให้กับตน รัฐบาลอังกฤษจึงใช้โอกาสนี้แก้ไขปัญหาด้านการค้าด้วยการส่งกองเรือมาจีนตามข้อเสนอของเอลเลียดที่เสนอต่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษก่อนหน้านี้ที่ว่า “การจะมีสิทธิเสมอภาคกับจีนนั้นไม่มีทางอื่นที่จะกระทําได้นอกจากการใช้กําลัง” เป็นเหตุให้กองเรืออังกฤษและกองเรือจีนเกิดการปะทะกันขึ้น ซึ่งกองเรือจีนไม่สามารถจะสู้กับกองเรือของอังกฤษได้เนื่องจาก กองเรือของอังกฤษมีอาวุธที่ดีกว่า ทําให้อังกฤษสามารถเข้ายึดกว่างตงและรุกขึ้นทางเหนือจนใกล้ ถึงหนานจิง (Nanjing) กองทัพจีนไม่สามารถต้านทานได้ ในท้ายที่สุดจีนต้องยอมสงบศึกและยอมลงนามในสนธิสัญญาหนานจิง (Treaty of Nanjing) ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1842 โดยเนื้อหาของสนธิสัญญาฉบับนี้อังกฤษได้เปรียบจีนเป็นอย่างมาก ซึ่งสาระสําคัญของสนธิสัญญาคือ จีนต้องยอมเปิดเมืองท่าค้าขายกับต่างชาติ แห่งได้แก่ กว่างโจว (Guangzhou) ฝูโจว (Fuzhou) เซี่ยะเหมิน (Xiamen) หนิงปัว (Ningbo) และช่างไห่ (Shanghai) ต้องยกเกาะฮ่องกง (Hong Kong) ให้กับอังกฤษ ต้องกําหนดอัตราภาษีอย่างตายตัว ต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และ จีนยังต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้กับอังกฤษรวมทั้งอังกฤษจะได้รับฐานะความเป็นชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (The Most – Favoured Nation) จากจีน และเป็นที่น่าสังเกตว่าในสาระสําคัญของสนธิสัญญาดังกล่าวมิได้มีการกล่าวถึงเรื่องฝิ่นและการค้าฝิ่นแต่อย่างใด ทั้งที่ฝิ่นเป็นสาเหตุที่ทําให้อังกฤษคุกคามจีน
นอกเหนือจากสนธิสัญญาหนานจิงที่จีนทํากับอังกฤษ จีนยังต้องทําสนธิสัญญาหวังเซี่ย (Treaty of Wangxia) กับสหรัฐอเมริกา และทําสนธิสัญญาวัมเปา (Treaty of Whampao) กับฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีกด้วย

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ค.ศ.1856-1860
หลังจากจีนได้ลงนามในสนธิสัญญาหนานจิงกับอังกฤษแล้วก็ไม่ได้ทําให้สถานการณ์ในจีนสงบลง เนื่องจากต่างชาติต้องการผลประโยชน์ในจีนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงพยายามขยายอิทธิพลคุกคามจีนมากขึ้นทั้งทางด้านการค้าและการครอบครองดินแดน ทําให้ทางการจีนไม่พอใจ โดยเฉพาะปัญหาการค้าฝิ่นซึ่งภายหลังจากการทําสนธิสัญญาแล้วกลับขยายตัวถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 15 ปี เนื่องจากอังกฤษถือว่าสามารถค้าขายฝิ่นได้เพราะไม่มีข้อห้ามในสนธิสัญญาหนานจิง ในขณะที่จีนก็ถือว่ากฎหมายการห้ามค้าฝิ่นของตนยังคงมีผลบังคับใช้ ทําให้ฝิ่นกลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามอีกครั้งระหว่างจีนกับอังกฤษและฝรั่งเศส รวมทั้งปัญหาในเรื่อง สิทธิสภาพนอกอาณาเขตโดยเฉพาะกรณีจีนจับกุมเรือแอร์โรว์ที่เป็นเรือจีนซึ่งไปจดทะเบียนที่ฮ่องกง จึงอยู่ภายใต้บังคับของอังกฤษ จากความขัดแย้งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ขึ้นใน ค.ศ.1856 เมื่อ อังกฤษและฝรั่งเศสได้ยกกองเรือจากช่างไห่ไปยังแม่น้ำเป่ย์ (Bei River) และบุกเข้า ยึดป้อมต้ากู (Dagu) จักรพรรดิเสียนเฟิง(Xianfeng) ได้ส่งตัวแทนไปเจรจา และมีการลงนามในสนธิสัญญาเทียนจิน ค.ศ.1858 (Treaty of Tianjin) ซึ่งสาระสําคัญของสนธิสัญญา คือ จีนต้องยอมให้ต่างชาติตั้งสถานทูตในเป่ย์จิง และดําเนินความสัมพันธ์ทางการทูตในฐานะที่เท่าเทียมกันกับจีน จีนต้องเปิดเมืองท่าเพิ่มอีก 5 เมือง คือ หนิวจวง (Niuzhaung) เติ้งโจว (Dengzhou) ซานโถว (Shantou) เจิ้งโจว (Zhengzhou) และทันซุ่ย (Tanshui) บนเกาะ ไต้หวัน (Taiwan) อนุญาตให้มีการเผยแผ่คริสต์ศาสนาได้อย่างเสรี และฝิ่นจะเป็นสินค้าที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย
สนธิสัญญาฉบับนี้จีนเห็นว่าเสียเปรียบอย่างมาก รวมทั้งจะเป็นผลเสียและเสื่อมเสียเกียรติของจีนที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสถานทูตอยู่ในเป่ย์จิง จีนจึงถ่วงเวลาในการทําสัตยาบันรับรองสนธิสัญญาเทียนจินและพยายามแก้ไขข้อตกลงตามสนธิสัญญา หลังจากกองเรือของอังกฤษและฝรั่งเศสถอยออกจากปากแม่น้ำเป่ย์ระหว่างรอการทําสัตยาบัน จักรพรรดิเสียนเฟิงได้มีพระบรมราชโองการให้ซ่อมบํารุงแนวป้องกันทางทะเลรอบเมืองเทียนจินเพื่อป้องกันไม่ให้เป่ย์จิงถูกคุกคามได้อีกต่อไป ทั้งการถ่วงเวลาการทําสัตยาบันและการสร้างแนวป้องกันทางทะเลทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสไม่พอใจส่งกองทหารเข้าบุกเป่ยจิง จักรพรรดิเสียนเฟิงจึงเสด็จลี้ภัยไปเร่อ เหอ (Re He) ในเดือนกันยายนค.ศ.1860 ก่อนเดินทางเข้าเป่ย์จิงกองทหารของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ปล้นและเผาทำลายพระราชวังฤดูร้อนหยวน หมิง หยวน (Yuan Ming Yuan) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ เป่ย์จิงในวันที่ 22 ตุลาคม ทําให้จีนต้องยอมลงนามในอนุสัญญาเป่ย์จิง (The Convention of Beijing) กับอังกฤษและฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีกหนึ่งฉบับในอีก 2 วันต่อมา คือ วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1860 โดยเนื้อหาของอนุสัญญานี้เน้นให้จีนทําตามข้อตกลงในสนธิสัญญาเทียนจิน ค.ศ.1858 และให้มีการตีความเรื่องสิทธิพิเศษของชาวต่างชาติให้กว้างขวางขึ้น เพิ่มการชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามและข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น อังกฤษได้แหลมเกาลูน (Kowloon) ฝรั่งเศสขอสิทธิ์ให้บาทหลวงคาทอลิกมีสถานที่เผยแผ่ศาสนาในจีน สหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้รับผลประโยชน์ตามสิทธิ์ “ชาติที่ได้รับความอนุเคราะหยิ่ง” และรัสเซียยังได้ผลตอบแทนจากการเป็น“ผู้ประนีประนอม” สงครามเป็นดินแดนทางตอนเหนือของแม่น้ำเฮย์หลงเจียง (Heilongjiang River) ประมาณ 600,000 ตารางกิโลเมตร และดินแดนชายฝั่งแม่น้ำอูซูหลี่ (Wusuli River) ถึงชายฝั่งแปซิฟิกประมาณ 400,000 ตารางกิโลเมตร ในบริเวณนี้เองรัสเซียใช้เป็นเขตในการจัดตั้งมณฑลชายทะเล (Maritime Provice) และสร้างเมืองท่าวลาดิวอสต็อก (Vladivostok) โดยจีนยินยอมยกดินแดนให้รัสเซียตามคําขอของรัสเซีย และมีการลงนามในสนธิสัญญาเป่ย์จิง (Treaty of Beijing) ระหว่างจีนกับรัสเซีย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.1860

นอกเหนือจากการถูกคุกคามจากชาติมหาอํานาจแล้วภายในจีนเองยังก็เกิดกบฏขึ้นโดยทั่วไปที่สําคัญ ได้แก่กบฏไท่ผิง (Taiping Rebellion,ค.ศ.1850-1864) กบฏเหนี่ยน (Nien Rebellion,ค.ศ.1853-1868) กบฏเหมียว (Miao Rebellion,ค.ศ.1854-1868) และกบฏมุสลิม (Muslim Rebellion, ค.ศ.1855-1878) จากความวุ่นวายภายในจีนที่เกิดขึ้นทั้งจากปัญหาภายในและ ภายนอกประเทศ ทําให้ปัญญาชนจีนบางส่วนตื่นตัวและยอมรับความอ่อนแอของประเทศพร้อมทั้ง ยอมรับ “ข้อดี” บางอย่างของตะวันตกเพื่อทําให้จีนเข้มแข็งขึ้น อันจะนําไปสู่ความพยายามในการทํา ตนเองให้เข้มแข็งเป็นครั้งแรกในค.ศ.1861 หลังจากจีนปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 20 ปี นับจากการที่จีนถูกชาติมหาอํานาจคุกคามเป็นครั้งแรกในสงครามฝิ่น ความพยายามในการทําตนเองให้เข้มแข็งของจีน ระหว่าง ค.ศ.1861-1895 ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของจีนที่ตอบสนองต่อการคุกคามของชาติมหาอํานาจ
