บทที่ 5 การทำตนให้เข้มแข็ง

ในปีค.ศ.1860 จีนต้องพ่ายแพ้สงครามฝิ่นแก่ชาติพันธมิตรอันมีอังกฤษ และฝรั่งเศสเป็นตัวนำ สงครามครั้งนี้จีนแทบสู้ไม่ได้เลย และทำให้เห็นว่าจีนนั้นเป็นชาติอ่อนแอและเริ่มยอมรับข้อดีบางประการของตะวันตก ซึ่งก็นำไปสู่โครงการดำเนินการ “ทำตนให้เข้มแข็ง” ของจีน ตลอดช่วงปี ค.ศ.1861-1895

การทำตนเองให้เข้มแข็งระหว่างทศวรรษที่ 1860s-1890s

การทำตนเองให้เข้มแข็งระหว่างค.ศ. 1861-1895 แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ค.ศ. 1861–1872 การทำตนเองให้เข้มแข็งด้านการทหาร การสร้างบุคลากรและหน่วยงานติดต่อกับชาวตะวันตก

ระยะที่ 2 ค.ศ. 1873–1884 การพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณูปโภค อุตสาหกรรม

ระยะที่ 3 ค.ศ. 1885–1895 การพัฒนาอุตสาหกรรมการทหาร การต่อเรือ

การทำตนเองให้เข้มแข็งระยะที่ 1 ค.ศ. 1861 – 1872

การดำเนินการในระยะนี้เป็นการทำตนเองให้เข้มแข็งด้านการทหาร การสร้างบุคลากรและ หน่วยงานติดต่อกับชาวตะวันตก โดยมีการเลียนแบบความทันสมัยด้านอาวุธ และการพัฒนากองทัพตามแบบชาติตะวันตก เพื่อจะทำให้จีนสามารถจะเรียนรู้วิธีการสร้างเรือและอาวุธของตะวันตกได้ และ “เพื่อที่จะเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ของพวกป่าเถื่อนที่เหนือกว่า เพื่อจะควบคุมพวกป่าเถื่อนได้” สมัยนี้จีนยังไม่ยอมรับเรื่องอื่นๆ ของตะวันตก นอกจากเรื่องอาวุธและเรือ รวมถึงมีการเตรียมการทางการทูตเพื่อติดต่อกับประเทศตะวันตก

การดำเนินงานต่างๆ ที่สำคัญในระยะแรก เช่น การตั้งสำนักงานการต่างประเทศ ใน ค.ศ.1861 ที่เป่ย์จิง ทำหน้าที่ประสานงานในการติดต่อระหว่างจีนกับต่างชาติ การแต่งตั้งข้าหลวงดูแลการค้าจัดระบบการเก็บภาษี ศุลกากร ดูแลและดำเนินงานการค้ากับต่างประเทศ การตั้งสถาบันภาษาต่างประเทศใน ค.ศ. 1862 โดยร่วมมือกับชาวตะวันตกดำเนินงานคัดเลือกนักศึกษาจากเมืองกว่างโจว เมืองซั่งไห่ ไปศึกษาภาษาต่างประเทศที่เป่ย์จิง ต่อมาเปิดโรงเรียนสอนภาษาในอีกหลายเมือง การตั้งโรงเรียนสอนภาษาที่ซั่งไห่โดย หลี่ หงจาง ใน ค.ศ. 1863 การตั้งโรงงานผลิตอาวุธเจียงหนานในซั่งไห่ใน ค.ศ. 1865 การตั้งอู่เรือฝูโจวใน ค.ศ.1866 การตั้งคลังสรรพาวุธที่หนานจิง ผลิตอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ที่เจียงหนาน และตั้งคลังสรรพาวุธที่เทียนจินใน ค.ศ.1867 การตั้งคลังสรรพาวุธในมณฑลต่างๆ เช่น ในซานตง ฝูเจี้ยน ซื่อชวน ใน ค.ศ. 1869

การดำเนินการทำตนเองให้เข้มแข็งในสมัยแรกนี้ มีลักษณะสำคัญ คือ ประการแรก เป็น ดำเนินการโดยรัฐบาล ซึ่งมีข้าราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เข้าไปดำเนินงานอย่างใหม่ แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการแบบเก่า ประการที่สอง เป็นการดำเนินการที่เชื่อถือไว้วางใจชาวตะวันตก โดยไม่คำนึงว่าชาวตะวันตกนั้นมีความรู้หรือมีประสบการณ์ใดมาก่อน ประการต่อมาคือ อุตสาหกรรมทางทหารที่สร้างขึ้นมาเป็นการสนับสนุนของผู้นำในภูมิภาค ทำให้ผู้นำในท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็งมากขึ้น

การทำตนเองให้เข้มแข็งระยะที่ 2 ค.ศ. 1873 – 1885

ระยะนี้เน้นการสร้างความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค ผู้มีบทบาท คือ หลี่ หงจาง ขุนนางหัวก้าวหน้าที่มีบทบาทและอำนาจมาก เขาเน้นพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้านอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา การทูต และการพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็น การทำตนเองให้เข้มแข็งในระยะที่ 2 นี้ เป็นการดำเนินการที่รัฐเป็นผู้ให้คำแนะนำ พ่อค้าเป็นผู้ดำเนินการ รัฐให้การอุปถัมภ์เงินทุนในระยะแรก โดยเอกชนต้องใช้คืนเต็มจำนวน และต้องรับผิดชอบกำไรขาดทุนเอง

หลี่ หงจาง (Li Hongzhang)

การดำเนินการที่สำคัญในระยะที่สอง เช่น การก่อตั้งบริษัทเรือกลไฟของพ่อค้าจีน ใน ค.ศ.1872 การตั้งเหมืองแร่ถ่านหินไคผิงใน ค.ศ.1877 การตั้งโรงงานทอผ้าฝ้ายที่ซ่างไห่และที่กานซูใน ค.ศ.1878 การวางสายโทรเลขระหว่างต้ากูและเทียนจินใน ค.ศ. 1879 และในค.ศ.1881 มีการวางสายโทรเลขภายใต้โครงการองค์การโทรเลขแห่งราชอาณาจักรเปิดใช้โทรเลขสายซั่งไห่ – เทียนจิน การสร้างทางรถไฟยาว 6 ไมล์ ทางตอนเหนือของเทียนจิน แต่ถูกชาวบ้านต่อต้านเพราะความเชื่อโชคลางว่าการสร้างทางรถไฟทำให้หลุมศพของบรรพบุรุษได้รับความกระทบกระเทือน และจะส่งผลร้ายต่อลูกหลาน

การทำตนเองให้เข้มแข็งระยะที่ 3 ค.ศ.1885 – 1895

ระยะนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมทหาร-การต่อเรือ ลงทุนในอุตสาหกรรมเบา เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชาติโดยมี หลี่ หงจางเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และมีขุนนางอื่น เช่น จาง จื่อตง (Zhang Zhidong) หลิว คุนอี้ (Liu Kunyi) การดำเนินงานในช่วงนี้เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนและรัฐบาล และเริ่มการลงทุนโดยเอกชน เพื่อให้หลุดพ้นจากการครอบงำของ ข้าราชการ และมีการตั้งสถาบันทางทหารและโรงงาน เช่น โรงทอผ้ามากขึ้นหลายแห่งที่สำคัญ เช่น การตั้งสถาบันทหารเทียนจินและกองทัพเรือใน ค.ศ. 1885 การตั้งโรงงานปั่นด้ายและทอผ้าหัวซินใน ค.ศ.1888 การตั้งโรงงานเหมืองแร่และถลุงเหล็กที่กุ้ยโจว ตั้งโรงงานถลุงเหล็กฮั่นหยาง และตั้งโรงงานทอผ้าฝ้ายหูเป่ยใน ค.ศ.1889

ผลของทำตนเองให้เข้มแข็ง

สำหรับผลลัพธ์ของการทำตนให้เข้มแข็งของจีนนั้น มีการกล่าวต่างกันออกไป แต่โดยสรุปนั้นการฟื้นฟูประเทศในสมัยนี้เป็นการพยายามรักษาอำนาจของราชวงศ์ ขณะที่ การปรับปรุงด้านกองทัพ อาวุธ และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นการพยายามป้องกันประเทศ จากภัยคุกคามของชาติตะวันตก และเป็นการดำเนินงานของขุนนางหัวก้าวหน้าเพียงไม่กี่คน ขณะที่ผู้ปกครองประเทศทั้งจักรพรรดิถงจื้อซึ่งไม่มีอำนาจ พระนางฉือซี (Cixi ค.ศ.1835-1908) หรือพระ นางซูสีไทเฮา พระมารดาของจักรพรรดิซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ และขุนนางระดับสูงไม่ได้ให้ ความสำคัญกับการฟื้นฟูประเทศอย่างจริงใจ แต่ทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน

จักรพรรดิถงจื้อ (Tóngzhì)

และถ้าหากพิจารณาขบวนการทำตนเองให้เข้มแข็งในแต่ละระยะ อาจวิเคราะห์ได้ว่าการดำเนินการตามเป้าหมายของแต่ละระยะสามารถทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ เช่น มีการสั่งซื้ออาวุธจากชาติตะวันตก ตั้งหน่วยงานและสร้างบุคลากรติดต่อกับชาติตะวันตกตามเป้าหมายในระยะแรก เมื่อขบวนการทำตนเองให้เข้มแข็งดำเนินมาระยะหนึ่ง ขุนนางผู้มีบทบาทเห็นความจำเป็นของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในการปรับปรุงประเทศ จึงดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งพัฒนาสาธารณูปโภค เและระยะต่อมาก็เห็นความจำเป็นของการพัฒนากองทัพเรือ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้จีนเผชิญกับการคุกคามจากชาติตะวันตกและญี่ปุ่นอยู่ตลอด ซึ่ง จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือเสียเปรียบแทบทุกครั้ง งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการทำสงคราม และการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ทำให้การปรับปรุงประเทศมีอุปสรรค นอกจากนี้ การปรับปรุงประเทศยังไม่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากผู้มีอำนาจในราชสำนัก และประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความคิดอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการพัฒนาประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุดจีนต้องแพ้ สงครามต่อชาติเพื่อนบ้านที่มีขนาดเล็กกว่าจีนและกองทัพไม่เข้มแข็งเท่าจีน นั่นคือการพ่ายแพ้ญี่ปุ่นในค.ศ .1895 อันเนื่องมากจากการแข่งขันกันขยายอำนาจในเกาหลี จึงอาจสรุปได้ว่าในภาพรวม การทำตนเองให้เข้มแข็งของจีนยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยอาจสรุปปัจจัยที่ทำให้การทำตนเองให้เข้มแข็งล้มเหลวได้ดังนี้

– การคัดค้านจากพวกหัวเก่า

– การขาดความร่วมมือจากประชาชน

– การขาดเงินทุน

– การคุกคามของจักรวรรดินิยมเปลี่ยนจาก
คุกคามเพื่อผลประโยชน์ทางการค้ามาเป็นการแสวงหาอาณานิคม และคุกคามจีนมากขึ้นทั้งจากชาติตะวันตกและญี่ปุ่น

– ความผิดพลาดในการเลือกใช้คน

– การเป็นสังคมอนุรักษ์นิยม

กองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น