บทที่ 6 การปฏิรูปร้อยวันและกบฏนักมวย

การปฏิรูป 100 วัน (Hundred Days’ Reforms ค.ศ.1898)

เมื่อจีนแพ้สงครามต่อญี่ปุ่นในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกใน ค.ศ.1895 ปัญญาชนจีน จำนวนมากที่มารวมตัวกันอยู่ที่กรุงเป่ย์จิงเพื่อสอบเข้ารับราชการระดับประเทศต่างรู้สึกอดสูใจที่จีนพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น คัง โหย่วเหวย ซึ่งสอบไล่ได้ที่หนึ่งได้เป็นจิ้นซือ หรือจอหงวน และบรรดานักศึกษาที่มาสอบจึงร่วมกันเขียนคำกราบบังคมทูลเสนอการปฏิรูปแก่ราชสำนักหลายครั้ง จนถึงค.ศ.1897 จักรพรรดิกวงสูจึงได้อ่านคำกราบบังคมทูลที่ปัญญาชนเหล่านี้ถวายเป็นครั้งที่ 5 ขณะนั้นจักรพรรดิมี พระชนม์ยี่สิบกว่าพรรษาแล้ว แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง เพราะอำนาจบริหารอยู่ในมือของพระนางฉือซีซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมาหลายสมัย จักรพรรดิกวงสูได้เรียนภาษาอังกฤษและรับรู้ถึงปัญหาที่จีนกำลังเผชิญอยู่ จึงตัดสินใจว่าการจะปฏิรูปประเทศได้นั้นตนเองจะต้องมีอำนาจในการปกครองอย่างแท้จริง และสนใจแนวทางการปฏิรูปที่นักศึกษาเสนอมา

คัง โหย่วเหวย เป็นปัญญาชนที่ถือว่ามีความคิดก้าวหน้าในสมัยนั้น เพราะเขาเคยเดินทาง ไปยังฮ่องกงและซั่งไห่เมื่อ ค.ศ.1882 ทำให้ได้ศึกษาความรู้ของตะวันตกและเห็นการพัฒนาบ้านเมืองในเขตอิทธิพลของตะวันตก ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความมีประสิทธิภาพในการปกครองของเมืองทั้งสองทำให้เขาประทับใจ และต้องการให้จีนมีความเจริญเท่าชาติตะวันตกหรือมากกว่า คัง โหย่วเหวยเน้นว่าความรู้แบบจีนยังเป็นพื้นฐานที่จำเป็น แต่การปฏิบัติควรเป็นแบบตะวันตก หรือ ถีย่ง (ti-yong) และจ้างชาวตะวันตกเป็น ปรึกษา ทั้งนี้เขายังพยายามพิสูจน์ว่าลัทธิขงจื่อไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความคิดพื้นฐานของคนจีนและในกระบวนการต่างๆ ด้วย ดังนั้นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศของคัง โหย่วเหวยและปัญญาชนจึงมีทั้งในด้านการพัฒนาด้านการศึกษา การทหาร และเศรษฐกิจ

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1898 คัง โหย่วเหวย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำการปฏิรูปที่ต่อมา เรียกว่า การปฏิรูปร้อยวัน เพราะมีอายุดำเนินการ 103 วัน (ระหว่าง 11 มิถุนายน ถึง 20 กันยายน ค.ศ. 1898) คัง โหย่วเหวยเห็นว่าระบบกฎหมายและการปกครองของจีนอ่อนแอจนอาจทำให้จีนล่มสลายลง จีนจึงต้องปฏิรูปประเทศโดยดูแบบอย่างจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซียและ จักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่น เพื่อให้จีนมีรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศและรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

คัง โหย่วเหวย

จักรพรรดิกวงสูออกพระราชกฤษฎีกาหลายสิบฉบับเพื่อดำเนินการปฏิรูป เช่น ให้ตั้งโรงเรียนสมัยใหม่ที่สอนทั้งความรู้แบบจีนและความรู้แบบสมัยใหม่ โดยหากโรงเรียนไม่พอให้ใช้วัดเป็นสถานที่เรียน การสอบคัดเลือกขุนนางทุกระดับให้ใช้หลักสูตรที่มีวิชาปัญหาปัจจุบัน ให้แก้กฎหมายเพื่อนำไปสู่การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ตั้งโรงเรียนฝึกหัดแพทย์ ตั้งสำนักเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมในกรุงเป่ย์จิงและส่วนท้องถิ่น จัดทำงบประมาณประจำปีของประเทศ ส่งเสริมการผลิตใบชาและไหมเพื่อส่งออก ตั้งโรงเรียนการรถไฟ การเหมืองแร่ ปฏิรูปกองทัพบก กองทัพเรือ ตำรวจ และการไปรษณีย์ ตั้งธนาคารและหอการค้า ตั้งสำนักงานแปลมีเหลียง ฉีเชา เป็นผู้อำนวยการ เพื่อให้ชาวจีนได้เรียนความรู้ของชาติตะวันตกได้อย่างเข้าใจและรวดเร็ว และให้สิทธิผู้พิพากษาตามท้องถิ่นร้องเรียนถึงจักรพรรดิได้

ระหว่างการปฏิรูป คัง โหย่วเหวยและนักปฏิรูปหนุ่มคนอื่นๆ ได้รับแต่งตั้งให้ทำงานใน หน่วยงานต่างๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูป และอาจรวมถึงเป็นกำลังในการต่อต้านขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป ดังนั้นบรรดานักคิดเหล่านี้จึงมีบทบาทในการอภิปรายแนวทางการปฏิรูปและทำบันทึก กราบทูลจักรพรรดิและที่ปรึกษา ตัวอย่างข้อเสนอหนึ่งของ คัง โหย่วเหวย เช่น เสนอให้จักรพรรดิกวางสูดูความล้มเหลวของตุรกีและความสำเร็จของญี่ปุ่นสมัยเมจิ

ผลของการปฏิรูปร้อยวัน

การออกพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ในช่วงการปฏิรูปขัดกับกลุ่มผลประโยชน์เดิม เช่น การ สอบเข้ารับราชการโดยใช้หลักสูตรใหม่ ทำให้นักศึกษาที่เตรียมตัวมานานไม่พอใจ การปิดวัดทำให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและคนที่อาศัยวัดหาผลประโยชน์ไม่พอใจ การปลดขุนนางที่มีงานซ้ำซ้อนกันทำให้ขุนนางบางกลุ่มไม่พอใจ ส่วนพระนางฉือซีก็ไม่พอใจที่จะยกเลิกการศึกษาตามตำราคลาสสิกและการปราบทุจริตซึ่งเป็นผลประโยชน์ของขุนนางของพระนาง

ผลที่สุดกลุ่มปฏิรูปถูกฝ่ายพระนางฉือซียึดอ านาจ จักรพรรดิกวงสูถูกควบคุมในพระตำหนัก คัง โหย่วเหวย และ เหลียง ฉีเชา หลบหนีไปฮ่องกง ญี่ปุ่น และแคนาดาในเวลาต่อมา ส่วนนักปฏิรูป คนอื่นๆ ก็พากันหลบหนี บางคนถูกลงโทษประหารชีวิต ส่วนพระราชกฤษฎีกาที่ออกมาถูกยกเลิก เกือบทั้งหมด เหลือเพียงประการเดียว คือ การตั้งสถานศึกษาที่พัฒนาต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยเป่ย์จิง (เป่ยต้า) สรุปว่าการปฏิรูปร้อยวันนั้นล้มเหลว

สำหรับความล้มเหลวของการปฏิรูปร้อยวันนั้นมีหลายสาเหตุ ประการแรกเป็นเพราะ จักรพรรดิไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ประการที่สอง บรรดานักปฏิรูปที่เป็นขุนนางรุ่นใหม่ไม่มี ประสบการณ์ในการปฏิรูปมาก่อนและมีความรู้ไม่มากพอ นอกจากนี้ยังถูกคัดค้านอย่างหนักจากพวกอนุรักษ์นิยมที่เกรงว่าระบบขงจื่อจะถูกทำลาย และการสูญเสียผลประโยชน์ของพวกขุนนางบางกลุ่มทำให้ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป และต่อต้านการคุกคามจากตะวันตก

จักรพรรดิกวงสู (Guangxu)

การลุกฮือของพวกนักมวย (The Boxer Uprising ค.ศ. 1900)

การลุกฮือของพวกนักมวยเป็นเหตุการณ์ที่ชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ฝึกวิชาหมัดมวย และสมาชิกของสมาคมลับต่อต้านราชวงศ์ชิงสมาคมอื่นๆ เช่น สมาคมลับดอกบัวขาว สมาคมฟ้าดิน มารวมกลุ่มในชื่อ สมาคมอี้เหอฉวน (Yi He Quan) ในเขตมณฑลซานตงทางตะวันออก และมณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สมาคมได้รวมตัวกันต่อต้านและ ทำร้ายชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์และชาวต่างชาติในเมืองจีน

สาเหตุของการลุกฮือของพวกนักมวย

การลุกฮือของพวกนักมวยเกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่

– ประการแรก คือ ความไม่พอใจชาวตะวันตกที่ขยายอิทธิพลเข้ามาในเมืองจีนอย่างมากจากสนธิสัญญาที่ทำกับจีนและการขอสัมปทานเขตเช่า

– ประการที่สอง เกิดจากความไม่พอใจที่ชาวตะวันตกเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในจีน ทำให้คนจีนจำนวนมากเปลี่ยนศาสนา และเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ชาวต่างชาติได้รับสิทธิไม่ต้องขึ้นศาลจีนเมื่อทำผิด

– ประการที่สาม เกิดจากความยากลำบากในการดำรงชีวิตจากปัญหาเศรษฐกิจและภัย ธรรมชาติ

อุดมการณ์แรกของสมาคม คือ ต่อต้านราชวงศ์ชิง ฟื้นฟูราชวงศ์หมิง แต่ภายหลัง เปลี่ยนเป็นต่อต้านชาติตะวันตก สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวนายากจนที่ได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และเชื่อว่าได้รับความคุ้มครองจากเทพเจ้าตามความเชื่อท้องถิ่น เชื่อในเรื่องการใช้เวทมนตร์คาถาให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน สมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติตามอุดมการณ์ของสมาคม คือต้องสาบานว่าจะฆ่าชาวตะวันตกและชาวจีนที่เข้ารีตและชาวจีนที่เป็นมิตรกับตะวันตก โดยพวกมวยจะใช้หมัดมวย หรือเวทมนตร์คาถาในการทำร้ายชาวตะวันตกและชาวจีนที่เข้ารีต

การเคลื่อนไหวของพวกนักมวยและผลที่ตามมา

ในระยะแรกการดำเนินการของพวกมวยมีการรวมกลุ่มคล้ายสมาคมลับ เน้นการต่อต้าน ราชวงศ์ชิง แต่เริ่มเปลี่ยนอุดมการณ์มาเป็นต่อต้านชาวตะวันตกเมื่อ ค.ศ.1897 เมื่อสมาชิกใน สมาคมดาบใหญ่สังหารชาวเยอรมนี 2 คน ในมณฑลซานตงซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของเยอรมนี เยอรมนีจึงเข้ายึดเมืองเจียวโจวและเผาหมู่บ้านของสมาชิกสมาคมดาบใหญ่ที่เป็นผู้ต้องสงสัย เหตุการณ์นี้เป็นจุดที่ทำให้พวกมวยเริ่มหันไปต่อต้านชาวตะวันตก และทำให้ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางแมนจูบางคนที่มีแนวคิดต่อต้านการเผยแผ่ศาสนาคริสต์และชาวต่างชาติ รวมทั้งชักจูงพระนางฉือซีให้ การอุปถัมภ์พวกนักมวยด้วย

ความวุ่นวายเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ.1900 พวกนักมวยรวมตัวในกรุงเป่ย์จิง โดยมีคนของราชสำนักสนับสนุนอยู่ลับๆ พวกนักมวยทำร้ายและสังหารชาวจีนที่เข้ารีตซึ่งก่อนหน้านี้มีการทำร้ายคนจีนที่เข้ารีตมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ในเดือนเมษายน -พฤษภาคม ค.ศ. 1891 มีการบุกทำลายโบสถ์คริสต์ สังหารบาทหลวง มิชชันนารี และชาวจีนที่เข้ารีตในเมืองทางภาคตะวันออกหลายแห่ง ในค.ศ .1900 ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเพราะมีการทำร้ายทั้งชาวจีนที่เข้ารีตและชาวต่างชาติ เช่น ชาวเยอรมนี ต่อมาได้เข้าปิดล้อมสถานทูตต่างชาติไว้นานกว่า 50 วัน ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน Baron Ketteler ทูตเยอรมันประจำประเทศจีนถูกทหารจีนสังหารในกรุงเป่ย์จิง ทำให้สถานการณ์ตึงเครีดมากขึ้น จากนั้นในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1900 พระนางฉือซีออกประกาศสงครามต่อต้านอำนาจของชาติตะวันตก ทำให้เป็นที่แน่ชัดว่าราชสำนักอยู่เบื้องหลังพวกนักมวย

การปิดล้อมสถานทูต ณ กรุงปักกิ่ง (Siege of the International Legations)

ชาติตะวันตกและญี่ปุ่นร่วมกันตั้งกองทัพพันธมิตรขึ้นมีทหารประมาณ 20,000 คน ซึ่งมีทั้ง ชาวญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา กองทัพพันธมิตรยึดเมืองเทียนจินได้ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1900 ทำลายทางรถไฟสายเทียนจิน–เป่ยจิงในวันที่ 14 สิงหาคม กองทัพอังกฤษบุกยึดสถานทูตนานาชาติคืนได้เป็นชาติแรก และกองทัพพันธมิตรเข้าไปประจำในสถานทูต

เมื่อสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ พระนางฉือซีและจักรพรรดิกวงสูลี้ภัยไปเมืองซีอาน ราชสำนักแต่งตั้งให้หลี่ หงจาง เป็นตัวแทนเจรจากับตะวันตก และลงนามในข้อตกลงร่วมกันในเดือนกันยายน ค.ศ.1901 เรียกว่า อนุสัญญาบ็อกเซอร์ (Boxer Protocol) สาระสำคัญ คือ ให้ลงโทษผู้กระทำผิด และประหารผู้นำที่สนับสนุนพวกนักมวย ให้จีนชดใช้ค่าเสียหายจากการจลาจล 450 ล้าน ตำลึง (รายได้ต่อปีของจีนในขณะนั้นคือ 250 ล้านตำลึง) จีนต้องส่งคณะทูตไปขอโทษเยอรมนีและญี่ปุ่น ให้มีกองทหารอารักขาทูต และให้ยกฐานะสำนักงานการต่างประเทศเป็น กระทรวงการต่างประเทศ ให้ทำลายป้อมต้ากูและอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเป่ย์จิงและชายฝั่งทะเล รวมทั้งห้ามนำเข้าอาวุธ 25 ปี ห้ามจัดการสอบทุกอย่างในเมืองที่ต่อต้านชาวต่างชาติเป็นเวลา 5 ปี และจีนต้องสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงชาวตะวันตกกว่า 200 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ หลังเหตุการณ์สงบ พระนางฉือซีเสด็จกลับกรุงเป่ย์จิงโดยทางรถไฟ และในปลายเดือนมกราคม ค.ศ.1902 ราชสำนักชิงได้จัดงานต้อนรับคณะทูตต่างประเทศอย่างมีไมตรีที่พระราชวังหลวง

ภายหลังจากการจลาจลนักมวยสิ้นสุดลง รัฐบาลจีนภายใต้การปกครองของพระนางฉือซีได้เริ่มการปฏิรูปประเทศหลายประการ พร้อมกันนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงที่แนวคิดชาตินิยมได้แพร่หลายในจีน และการเกิดขึ้นของขบวนการปฏิวัติตามแนวสาธารณรัฐนิยม (Republic) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิวัติครั้งใหญ่ในปีค.ศ.1911 ในเวลาต่อมา

อนุสัญญาบ็อกเซอร์ (Boxer Protocol)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น