บทที่ 7 การปฏิวัติซินไฮ่ 1911

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติที่สำคัญ คือ สมาคมซิงจงฮุ่ย (Xing Zhong Hui) หรือสมาคมฟื้นฟูจีน ตั้งขึ้นที่ฮาวายใน ค.ศ. 1894 โดย ซุน ยัตเซน สมาคมฮวาซิงฮุ่ย (Hua Xing Hui) ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1904 โดยนักศึกษาที่เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น เช่น หวง ซิง (Huang Xing) และสมาคมกวงฟุฮุ่ย (Guang Fu Hui) ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1904 นำโดย ไช่ หยวนเผ่ย (Cai Yuanpei) สมาคมเหล่านี้มีอุดมการณ์เพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง และก่อตั้งสาธารณรัฐที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยชนชั้นกลาง

สมาคมเหล่านี้เคลื่อนไหวต่อต้านราชวงศ์ชิงหลายครั้งระหว่าง ค.ศ.1901– 1905 แต่ไม่ ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวเฉพาะกลุ่มไม่ได้ร่วมมือกัน ดังนั้นหลังจากที่ญี่ปุ่นชนะรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (The Russo–Japanese War) ใน ค.ศ. 1905 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวเอเชียมีชัยชนะเหนือชาวตะวันตก ทำให้ปัญญาชนจีนจำนวนมากเกิดความตื่นตัวทางการเมือง เห็นว่าที่ญี่ปุ่นสามารถชนะรัสเซียได้เพราะญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการ ปกครองประเทศ แต่รัสเซียยังมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัญญาชนจีนจึงเชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยจะทำให้จีนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ด้วยกระแสแนวคิดทางการเมืองเช่นนี้ทำให้สมาคมทั้งสามรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อการปฏิวัติจีน หรือ จงกว๋อ เก๋อหมิง ถงเหมิงฮุ่ย (Zhongguo Geming Tong Meng Hui) ใน ค.ศ. 1905 การรวมตัวมีขึ้นในญี่ปุ่น โดยซุน ยัตเซน เป็น หัวหน้าสมาคม ซุน ยัตเซนเป็นผู้นำการปฏิวัติที่มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดในขณะนั้น เพราะเคยก่อการปฏิวัติมาหลายครั้งและเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล และได้รับการยอมรับจากต่างชาติในฐานะนักปฏิวัติ

สมาคมถงเหมิงฮุ่ย

การเคลื่อนไหวของสมาคมถงเหมิงฮุ่ย

สมาคมถงเหมิงฮุ่ยพยายามเผยแพร่อุดมการณ์การปฏิวัติของตน คือ ซาน หมิน จู่ อี้ (San Min Zu Yi) หรือ หลักไตรราษฎร์ ไปยังประชาชนให้มากที่สุดโดยผ่านหนังสือพิมพ์ของสมาคม คือ หนังสือพิมพ์หมินเป้า (Min Bao) แข่งกับหนังสือพิมพ์ซินหมิน ชงเป้า (Xinmin Chongbao) ของ สมาคมเป่าหวงฮุ่ย สมาคมของกลุ่มปฏิรูปที่นำโดย คัง โหย่วเหวย ที่พยายามให้มีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีจักรพรรดิเป็นประมุข สมาคมถงเหมิงฮุ่ยและสมาคมเป่าหวงฮุ่ยมีอุดมการณ์ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากแข่งขันกันเผยแพร่อุดมการณ์แล้วยังแข่งกันหาการสนับสนุนจากประชาชนและใช้หนังสือพิมพ์ของตนเป็นสื่อในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม

นอกจากเผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติให้แพร่หลายมากขึ้นแล้ว สมาคมถงเหมิงฮุ่ยยังได้ ประกาศแผนการปฏิวัติ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

1. เมื่อปฏิวัติแล้ว ต้องมีรัฐบาลทหารปกครอง 3 ปี เพื่อปราบปรามการทุจริต

2. ทหารถอนตัว เริ่มใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปกครอง มอบอำนาจการปกครองให้องค์กรส่วนท้องถิ่นให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องการปกครองแบบใหม่ 6 ปี

3.รัฐบาลพลเรือนปกครองตามรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีประธานาธิบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากการเลือกตั้ง

สมาคมถงเหมิงฮุ่ยพยายามก่อการปฏิวัติ รวมทั้งร่วมมือกับสมาคมลับอื่นๆ โดยมีฐานอยู่ที่ญี่ปุ่น ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 สมาชิกถงเหมิงฮุ่ยย้ายที่ทำการใหญ่ไปยังเมืองฮานอย ในอินโดจีนของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ใกล้จีน และฝรั่งเศสอนุญาตให้กลุ่มปฏิวัติอยู่ในฮานอยได้ เมื่อปัญหาเรื่องฐานที่ตั้งหมดไปสมาคมถงเหมิงฮุ่ยก็เริ่มเคลื่อนไหวก่อการในพื้นที่มณฑลทางใต้ของจีน 3 แห่ง คือ กว่าง ตง กว่างซี และหยุนหนาน ถึง 6 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ.1907-1908 แต่ถูกปราบปรามจากรัฐบาลที่มีกำลังทหารและอาวุธที่เข้มแข็งกว่า การถูกปราบปรามจากรัฐบาลได้ทุกครั้งทำให้กลุ่มปฏิวัติเริ่มไม่แน่ใจว่าจะก่อการได้สำเร็จหรือไม่ แต่เมื่อจักรพรรดิกวงสูและพระนางฉือซีสวรรคตในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1908 กลุ่มปฏิวัติจึงตั้งใจก่อการปฏิวัติขึ้นอีก และเริ่มหาแนวร่วมที่เป็นกองทหารสมัยใหม่ ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 ระหว่างที่ซุน ยัตเซน กำลังอยู่ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มปฏิวัติที่เมืองอู่ชาง มณฑลหูเป่ย ก็ได้ก่อการขึ้นเป็นผลสำเร็จหลังจากพยายามก่อการมานับสิบครั้ง

การปฏิวัติซินไฮ่ระเบิดขึ้น (10 ตุลาคม ค.ศ.1911)

สมาคมถงเหมิงฮุ่ยก่อการปฏิวัติขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศและ นับจากที่จักรพรรดิกวงสูและพระนางฉือซีสวรรคตลง กลุ่มปฏิวัติพยายามเพิ่มบทบาทมากขึ้นโดยขยายฐานกำลังมาปฏิบัติการยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศ ซึ่งเป็นเขตที่มีประชาชนหนาแน่นและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ รวมทั้งแทรกซึมเข้าไปในกองทัพสมัยใหม่ เผยแพร่แนวคิดไปในหมู่ทหารรุ่น ใหม่ และในที่สุดกลุ่มปฏิวัติสามารถก่อการได้สำเร็จในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 เรียกกันว่า การปฏิวัติสองสิบ เพราะเกิดขึ้นในวันที่สิบ เดือนสิบ หรือ การปฏิวัติซินไฮ่ ตามปีซินไฮ่ของปฏิทินจีน หรือ การปฏิวัติอู่ฮั่น (Wuhan)

การก่อการที่อู่ชาง (Wuchag Uprising) ไฟแรกแห่งการปฏิวัติจีน

ชนวนเหตุของการก่อการครั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องทางรถไฟ อันเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนพยายามเร่งสร้างทางรถไฟเชื่อมการคมนาคมทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางประสบความสำเร็จ รัฐบาลจีนพยายามหลีกเลี่ยงการกู้เงินจากต่างชาติมาลงทุนสร้างทางรถไฟ เพราะไม่ต้องการให้ต่างชาติขยายอำนาจเข้ามาในจีนมากขึ้น ทำให้การสร้างทางรถไฟมีความล่าช้า ในปลายทศวรรษ 1890 มหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นได้ขยายเขตอิทธิพลในจีนและบังคับขอสัมปทานสร้างทางรถไฟในเขตอิทธิพลของตน รัฐบาลจีนต้องขายพันธบัตรให้กับต่างชาติเพื่อนำเงินมาสร้างทางรถไฟ ทำให้ทางรถไฟมีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของแต่เพียงในนามเท่านั้น เพราะมหาอำนาจอ้างสิทธิในการสร้างทางรถไฟและเข้าดำเนินกิจการในฐานะผู้ถือครองพันธบัตร ดังนั้นเยอรมนีใน มณฑลซานตง ฝรั่งเศสในมณฑลหยุนหนาน รัสเซียและต่อมาคือญี่ปุ่นในแมนจูเรีย ได้รับสัมปทานสร้างทางรถไฟในพื้นที่เขตเช่าของตน และได้ครอบครองเศรษฐกิจทั้งทรัพยากรและผลประโยชน์ทางการค้าในบริเวณเส้นทางรถไฟด้วย

ความขัดแย้งเรื่องทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนต้องการโอนกิจการรถไฟสายฮั่นโข่ว-กว่างโจว ซึ่งเดิมสัญญาสัมปทานเป็นของสหรัฐอเมริกา แต่นักธุรกิจจีนในแถบมณฑลหูหนาน หูเป่ย และกว่างตง ได้รวบรวมเงินกันและกู้เงินจากฮ่องกงมาซื้อสัมปทานรถไฟคืนจากสหรัฐอเมริกา และเข้าลงทุนในกิจการรถไฟสายซื่อชวน-ฮั่นโขว่ และฮั่นโข่ว-กว่างโจว ขณะเดียวกันรัฐบาลชิงกำลังขอกู้เงินจากภาคีธนาคาร (consortium) ที่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ถือหุ้นอยู่ ประเทศเหล่านี้ต่างต้องการกีดกันรัสเซียและญี่ปุ่น รัฐบาลชิงจึงต่อรองกับภาคีธนาคารว่าจะโอนกิจการรถไฟไปเป็นของรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เอกชนจีนขายกิจการรถไฟให้แก่บริษัทญี่ปุ่น จากนั้น รัฐบาลออกคำสั่งโอนกิจการรถไฟกลับมาเป็นของรัฐในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1911 แต่รัฐบาลไม่มีเงินลงทุนเพียงพอในการสร้างทางรถไฟ จึงต้องขอกู้เงินจากภาคีธนาคาร ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในมณฑลกว่างตง ซื่อชวน หูเป่ย และหูหนาน จึงรวมกันเป็นสมาคมพิทักษ์ทางรถไฟ ก่อการประท้วงรัฐบาล

การประท้วงการโอนกิจการรถไฟของรัฐบาลดำเนินไปอย่างแข็งขัน และเชื่อกันว่าได้รับการ สนับสนุนจากพวกปฏิวัติ เพราะชาวจีนต่างระแวงสมาชิกภาคีธนาคาร (สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี) ไม่น้อยไปกว่าที่ระแวงญี่ปุ่นและรัสเซีย นักธุรกิจจีนและประชาชนรวมตัวต่อต้านการโอนกิจการนี้ การประท้วงรุนแรงมากโดยเฉพาะในมณฑลซื่อชวน ในเดือนกันยายน ค.ศ.1911 รัฐบาลต้องส่งกองทัพสมัยใหม่จากมณฑลหูเป่ยเข้าไปช่วยปราบปรามการประท้วงที่มณฑลซื่อชวน ฝ่ายคณะปฏิวัติในมณฑลหูเป่ยเห็นว่าการที่กำลังทหารส่วนหนึ่งในหูเป่ยเคลื่อนไปที่ มณฑลซื่อชวนเป็นโอกาสเหมาะที่จะก่อการปฏิวัติขึ้นในมณฑลหูเป่ย จึงกำหนดว่าจะก่อการปฏิวัติ ขึ้นภายในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911 แต่ยังไม่ทันจะกำหนดวันที่แน่นอนฝ่ายปฏิวัติก็ต้องลงมือโดยไม่ทันวางแผนมาก่อน

เพราะรัฐบาลสืบทราบว่ากำลังมีการดำเนินการของพวกปฏิวัติในมณฑลหูเป่ย จึงส่งทหารเข้าตรวจค้นพร้อมกับจับกุมนักปฏิวัติพร้อมกับรายชื่อนักปฏิวัติได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งสมาชิกฝ่ายปฏิวัติส่วนใหญ่ในมณฑลหูเป่ยเป็นทหารในกองทัพสมัยใหม่ ทหารเหล่านี้จึงตัดสินใจก่อการขึ้นในคืนวันที่ 10 ตุลาคม ค .ศ.1911 โดยบุกเข้ายึดคลังแสงในเมืองอู่ชาง และโจมตีที่ทำการข้าหลวงใหญ่ฝ่ายพลเรือนและทหาร ฝ่ายปฏิวัติสามารถยึดเมืองอู่ชางได้อย่างรวดเร็ว เพราะทหารส่วนหนึ่งถูกนำไปปราบจลาจลที่มณฑลซื่อชวน ทำให้กำลังทหารที่เมืองอู่ชางมีไม่พอที่จะใช้ปราบกลุ่มปฏิวัติ และข้าหลวงใหญ่มณฑลหูหนาน มณฑลหูเป่ย ทั้งฝ่ายทหารและพล เรือนหนีออกจากเมืองตั้งแต่การปฏิวัติเริ่มขึ้น ภายในเช้าวันที่ 11 ตุลาคม กลุ่มปฏิวัติจึงยึดเมืองอู่ชางได้ รัฐบาลชิงขอให้ฝรั่งเศสและรัสเซียช่วยปราบพวกกบฏ แต่ฝ่ายปฏิวัติขอให้ต่างชาติวางตัวเป็นกลาง จึงไม่มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ต่อมาฝ่ายปฏิวัติยึดเมืองฮั่นโข่ว และเมืองฮั่นหยางได้อีก ทำให้สามารถยึดเมืองอู่ชาง ฮั่นโขว่ และฮั่นหยาง หรือที่เรียกรวมกันว่าเมืองอู่ฮั่น ได้สำเร็จ อู่ฮั่นเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนรองจากเมืองซั่งไห่และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟที่สำคัญของจีน การยึดเมืองอู่ฮั่นได้จึงถือเป็นชัยชนะแรกของฝ่ายปฏิวัติ

เมื่อได้เมืองอู่ฮั่นแล้ว ฝ่ายปฏิวัติจัดตั้งรัฐบาลทหารชั่วคราวขึ้นในมณฑลหูเป่ย โดยจัดการ ปกครองแบบสาธารณรัฐ และแต่งตั้งให้นายพลหลี่ หยวนหง (Li Yuanhong) เป็นผู้นำชั่วคราวในมณฑลหูเป่ย จากนั้นการปฏิวัติได้แพร่ไปยังมณฑลต่างๆอย่างรวดเร็ว ในปลาย ค.ศ.1911 มณฑลส่วนใหญ่ได้ประกาศตนเป็นอิสระจากรัฐบาลชิง เช่น มณฑลส่านซี ซื่อชวน ซานซี เจียงซู หูหนาน เจียงซี เจ้อเจียง หยุนหนาน กุ้ยโจว และเมืองซั่งไห่ โดยการ ประกาศเป็นอิสระมีทั้งประกาศโดยฝ่ายปฏิวัติ โดยกองทัพสมัยใหม่ และบางพื้นที่ข้าหลวงประจำมณฑลเป็นผู้ประกาศเอง

ราชสำนักเรียกตัวหยวน ซื่อไข่ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มณฑลเหอเป่ย และเป็นผู้ก่อตั้งกองทัพเป่ยหยาง ไปเป็นแม่ทัพปราบฝ่ายปฏิวัติในมณฑลกว่างตงและกว่างซี และให้เป็นตัวแทนของราชสำนักเจรจากับฝ่ายปฏิวัติ หยวน ซื่อไข่ ต้องการเข้ามามีบทบาท ทางการปกครองและการทหารอีกครั้ง แต่ก่อนจะยอมรับตามคำสั่งของรัฐบาล หยวน ซื่อไข่ ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 6 ข้อ คือ

หยวน ซื่อไข่ (Yuan Shikai)

1) ให้จัดการประชุมสภาใน ค.ศ. 1912

2) ให้ตั้งคณะรัฐมนตรี

3) ให้พรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

4) อภัยโทษแก่นักปฏิวัติที่เมืองอู่ชาง

5) โอนอำนาจการคุมกองทัพทั้งหมดให้หยวน ซื่อไข่ และ

6) รัฐบาลต้องรับรองว่าจะมีงบประมาณใช้ในกิจการของกองทัพ

ข้อเรียกร้อง 4 ข้อแรก เป็นการพยายามจูงใจพวกปฏิวัติให้เห็นว่าหยวน ซื่อไข่ ไม่ได้ต่อต้าน ฝ่ายปฏิวัติ ส่วน 2 ข้อหลัง เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของหยวน ซื่อไข่เอง แม้ราชส านักจะเห็นว่า หยวน ซื่อไข่ ต้องการมีอำนาจในการปกครองและการทหาร แต่จำต้องยอมตามข้อเรียกร้องของหยวน ซื่อไข่ เพราะขณะนั้นมณฑลต่างๆ ทยอยประกาศอิสระจากรัฐบาลกลาง ในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ.1911 หยวน ซื่อไข่จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษมีอำนาจสั่งการสูงสุดในกองทัพ และใน เดือนต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของราชวงศ์ชิง โดยมีการเลือกจากสภานิติบัญญัติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้ และหยวน ซื่อไข่ ได้แต่งตั้งคนของตนเข้าดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

เมื่อได้อำนาจแล้ว หยวน ซื่อไข่ ได้นำกองทัพเป่ยหยางเข้ายึดเมืองฮั่นโข่ว และฮั่นหยาง คืน มาได้ภายในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1911 แต่หลังจากนั้น หยวน ซื่อไข่ ได้หยุดการโจมตีฝ่ายปฏิวัติ โดยอ้างกับราชสำนักว่าอาวุธและกระสุนที่จะใช้ในกองทัพขาดแคลน การกระท าเช่นนี้ของหยวน ซื่อ ไข่ อาจเป็นเพราะเขาต้องการแสดงบทบาทในการปราบฝ่ายปฏิวัติให้ราชสำนักเห็นเพื่อให้ราชสำนักยอมทำตามความต้องการของเขา ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ฝ่ายปฏิวัติเห็นว่าเขามีอำนาจเหนือกว่า เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติ เพราะหยวน ซื่อไข่ ได้พยายามติดต่อกับฝ่ายปฏิวัติเช่นกัน

อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์จะยังไม่แน่นอน แต่ฝ่ายปฏิวัติได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1911 ตามด้วยการประกาศให้เมืองหนานจิงเป็นเมืองหลวง ของสาธารณรัฐจีน ซุน ยัตเซนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว (provisional president) ของสาธารณรัฐจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 โดยปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ตามแผนการปฏิวัติระยะที่ 1 ทำให้จีนมี 2 รัฐบาล เพราะในเวลานั้นยังมีจักรพรรดิแมนจูปกครองอยู่ที่กรุงเป่ยจิง

ซุน ยัดเซน (Sun Yat sen)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น