บทที่ 8 จีนในยุคสาธารณรัฐ

การสิ้นสุดอำนาจของราชวงศ์ชิงและรัฐบาลสาธารณรัฐของหยวน ซื่อไข่

หลังจากฝ่ายปฏิวัติจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1912 แล้ว จึงเท่ากับว่าในตอนนี้จีนมีรัฐบาล 2 คณะ คือ รัฐบาลสาธารณรัฐที่หนานจิง มี ซุน ยัตเซน เป็นประธานาธิบดี และรัฐบาลราชวงศ์ชิงที่กรุงเป่ยจิง มีหยวน ซื่อไข่เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงเจรจาเพื่อรวมจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และฝ่ายสาธารณรัฐต้องการโค่นล้มราชวงศ์ชิงโดยหวังพึ่งหยวน ซื่อไข่ ซุน ยัตเซนจึงยื่นข้อเสนอเงื่อนไขต่อหยวน ซื่อไข่ 5 ข้อ คือ ให้หยวน ซื่อไข่ แจ้งต่อทูตหรือกงสุลต่างชาติถึงการสละราชสมบัติ หยวน ซื่อไข่ ต้องประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะสนับสนุนฝ่ายสาธารณรัฐ ซุน ยัตเซนจะลาออกเมื่อมีการประกาศสละราชย์ โดยรัฐบาลจะเลือกหยวน ซื่อไข่ เป็นประธานาธิบดี และหยวน ซื่อไข่ ต้องสัญญาว่าจะยอมรับระบบรัฐธรรมนูญและตั้งรัฐสภา

จักรพรรดิผู่อี้ (Pu yi)

หยวน ซื่อไข่ เจรจากับราชสำนักเพื่อให้จักรพรรดิผู่อี้สละราชสมบัติด้วยความสมัครใจ ข้อเสนอของหยวน ซื่อไข่ถูกขุนนางคัดค้าน แต่หยวน ซื่อไข่ ใช้กำลังทหารที่ตนบัญชาการเข้าข่มขู่ ขุนนาง พระพันปีหลงอวี้ (Longyu) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เรียกประชุมสภาเชื้อพระวงศ์ และมีมติว่าจักรพรรดิจะสละราชย์ โดยมีประกาศในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912 โดยแลกเปลี่ยนกับกฎหมายอภิสิทธิ์เชื้อพระวงศ์ เช่น ให้จักรพรรดิคงพระนามเดิมต่อไป รัฐบาลจีนจะให้การยกย่อง ตราบเท่าที่ต่างชาติจะยอมรับ จักรพรรดิได้รับค่าใช้จ่ายรายปี 4 ล้านตำลึงจีน หรือ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากมีการเปลี่ยนแปลงเงินตราสกุลใหม่ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ จักรพรรดิประทับอยู่ในพระราชวังหลวงได้ชั่วคราวจากนั้นต้องไปอยู่ที่พระราชวังฤดูร้อนและมีทหารรักษาพระองค์ รัฐบาลจะดูแลสุสานราชวงศ์ชิงและดำเนินการก่อสร้างสุสานจักรพรรดิกวงสูต่อ พร้อมทั้งจัดพิธีตามประเพณีโบราณโดยรัฐบาลสาธารณรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ข้าราชการในวังยังคงทำงานต่เมื่อจักรพรรดิผู่อี้สละราชสมบัติ ซุน ยัตเซน ได้ทำตามสัญญาโดยลาออกจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีชั่วคราว และเสนอให้หยวน ซื่อไข่เข้าดำรงตำแหน่งแทน โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องตั้งเมืองหนานจิงเป็นเมืองหลวง หยวน ซื่อไข่ต้องมารับตำแหน่งที่เมืองหนานจิง และรัฐบาลต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา ซึ่งประธานาธิบดีจะใช้อำนาจผ่านสภาและคณะรัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับเป็นการพยายามลดอำนาจประธานาธิบดี หยวน ซื่อไข่ ไม่อยากไปจากศูนย์อำนาจของตนที่เป่ยจิง จึงสร้างสถานการณ์ว่ามีการจลาจลประท้วงต่อต้านการย้ายเมืองหลวง และใช้เป็นข้ออ้างไม่ไปหนานจิง รัฐสภาจึงยินยอมให้หยวน ซื่อไข่ ประกอบพิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีที่เป่ยจิงในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1912 และในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1912 รัฐสภาลงมติให้กรุงเป่ยจิงเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐ จากนั้นมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่าอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ภายใต้ตัวแทนของสภามณฑล จนกว่าจะมีรัฐสภา ประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุดมีสิทธิแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งขึ้นต่อประธานาธิบดี ไม่ต้องขึ้นต่อสภา รัฐธรรมนูญนี้เป็นการประนีประนอมระหว่างหยวน ซื่อไข่ กับฝ่ายปฏิวัติ


ฝ่ายปฏิวัติประนีประนอมกับหยวน ซื่อไข่ เพราะนักปฏิวัติส่วนใหญ่เห็นว่าการปฏิวัติสำเร็จลงแล้ว รวมทั้งต้องการให้เกิดความสงบสุข ในประเทศ แต่ซุน ยัตเซน เห็นว่าการปฏิวัติยังไม่สิ้นสุดเพราะมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นยังมีอิทธิพลในจีน การจัดระเบียบทางการเมืองเพื่อสร้างประชาธิปไตยและการปรับปรุงความเป็นอยู่ของ ประชาชนตามหลักไตรราษฎร์ก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าการปฏิวัติเรียบร้อยแล้วและ การรอมชอมกับหยวน ซื่อไข่ จะทำให้เกิดสันติภาพโดยเร็ว อีกทั้งสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าแนวคิดของ ซุน ยัตเซนเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่อาจใช้ได้ในชีวิตจริง ทำให้ซุน ยัตเซนไม่สามารถคัดค้านเสียงส่วน ใหญ่ในสมาคมได้ 5 นอกจากนี้ฝ่ายปฏิวัติยังมีจุดอ่อนส าคัญ 2 ประการ คือ ขาดทักษะในการจัด องค์กรทางการเมืองที่เข้มแข็ง และขาดก าลังทหารสมัยใหม่ ดังนั้นเพื่อให้การปฏิวัติประสบ ความส าเร็จโดยสมบูรณ์ ซุน ยัตเซนจึงสละต าแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวให้กับผู้มีกำลังทหาร เข้มแข็ง คือ หยวน ซื่อไข่

วิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งแรกของสมัยสาธารณรัฐเกิดขึ้นเมื่อ หยวน ซื่อไข่ แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีทั้งที่มาจากคนสนิทของตน ส่วนสมาชิกถงเหมิงฮุ่ยได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเล็กๆ หยวน ซื่อไข่ พยายามคุมอำนาจไว้คนเดียว ส่วนนายกรัฐมนตรีถัง เซ่าอี้ (Tang Shaoyi) ก็ประสบปัญหาในการทำงานหลายประการ เพราะ ถัง เซ่าอี้ เคยไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาจึงมีความเข้าใจระบบรัฐสภาดีและพยายามพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่หุ่นเชิดของหยวน ซื่อไข่ ทำให้การทำงานไม่ราบรื่น ในที่สุดถัง เซ่าอี้จึงลาออก หยวน ซื่อไข่จึงแต่งตั้งคนของตน คือ จาง ปิงจุน (Zhang Bingjun) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้อำนาจของหยวน ซื่อไข่ มั่นคงและเบ็ดเสร็จ

การเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1912 พรรคกว๋อหมินตั่งได้รับเลือกตั้งเข้ามามากทั้ง 2 สภา ซึ่งจะมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี พร้อมกับจัดตั้งรัฐบาลและเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ อนึ่ง ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซ่ง เจียงเหริน ประกาศนโยบายของพรรคกว๋อหมินตั่งว่าคณะรัฐมนตรี ต้องมีความรับผิดชอบต่อสภา มีระบบพรรคการเมือง มีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รัฐสภาเป็นผู้ใช้ อำนาจนิติบัญญัติ ต้องมีการตรวจสอบและยับยั้งการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของประธานาธิบดี ทำให้หยวน ซื่อไข่ ไม่พอใจ ประกอบกับชัยชนะของพรรคกว๋อหมินตั่งที่จะสั่นคลอนอำนาจของตน หยวน ซื่อไข่ จึงพยายามติดสินบนซ่ง เจียวเหริน แต่ไม่สำเร็จ

ต่อมา ซ่ง เจียวเหริน ถูกลอบสังหาร ผลการสอบสวนพัวพันถึงนายกรัฐมนตรีจาง ปิงจุนและ ประธานาธิบดีหยวน ซื่อไข่ ซึ่งขณะนั้นก าลังขอกู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการพัฒนาประเทศ พรรคกว๋อหมินตั่งจึงประท้วงและคัดค้านการกู้เงินครั้งนี้ หยวน ซื่อไข่ จึงกู้เงินโดยไม่ผ่านสภาและให้สิทธิผูกขาดการเก็บภาษีเกลือและภาษีอื่นๆ แก่ต่างชาติเพื่อประกันการกู้เงิน ปัญหาเงินกู้ทำให้เกิด การจลาจลขึ้นใน ค.ศ. 1913 บริเวณมณฑลทางใต้ ซุน ยัตเซน ส่งโทรเลขขอให้หยวน ซื่อไข่ลาออก แต่หยวน ซื่อไข่กลับปลด ซุน ยัตเซน ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการรถไฟ ทำให้พรรคกว๋อหมินตั่งไม่พอใจ ประกาศยึดเมืองหนานจิงเป็นเมืองหลวงและยกกำลังไปต่อต้านหยวน ซื่อไข่ ผู้ว่าการทหาร ในมณฑลหลายแห่งที่เป็นฝ่ายกว๋อหมินตั่งถูกปลด มณฑลหลายแห่ง เช่น เจียงซี อานฮุย กว่างตง ฝู เจี้ยน หูหนาน และซื่อชวนจึงประกาศอิสระจากรัฐบาลกลาง เรียกกันว่า การปฏิวัติครั้งที่สอง แต่ถูกกองทัพเป่ยหยางปราบได้

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะสมาชิกพรรคกว๋อหมินตั่งแตกแยกกัน และสู้กำลังทหารของ หยวน ซื่อไข่ ไม่ได้ ประกอบกับทูตต่างชาตินิยมหยวน ซื่อไข่ เพราะในครั้งที่เกิดการลุกฮือของพวกนักมวยเมื่อ ค.ศ.1900 หยวน ซื่อไข่ ได้ปราบพวกนักมวยอย่างเด็ดขาด ทูตอังกฤษในจีนจึงช่วยให้ หยวน ซื่อไข่ ได้กู้เงินและส่งอาวุธ พร้อมกับสั่งห้ามซุน ยัตเซน และหวง ซิง เข้าฮ่องกง นอกจากนี้ ประชาชนไม่ต้องการให้มีการต่อสู้และไม่เข้าใจว่าเมื่อมีการปฏิวัติตั้งสาธารณรัฐขึ้นแล้วเหตุใดจึงยังไม่ มีความสงบ ฝ่ายปฏิวัติจึงถูกปราบปราม ซุน ยัตเซนต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้ทำให้หยวน ซื่อไข่คุมอำนาจมากขึ้น โดยตั้งขุนศึกของตนไปเป็นผู้ว่าการมณฑลต่างๆ

หลังจากปราบปรามฝ่ายต่อต้านแล้ว ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1913 รัฐสภาได้เลือกหยวน ซื่อไข่ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1913 หยวน ซื่อไข่สั่งยุบพรรคกว๋อหมินตั่ง และในเดือนมกราคม ค.ศ. 1914 ก็สั่งยุบสภาและตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกว่า รัฐธรรมนูญหยวน ซื่อไข่ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1914 ระบุว่าประธานาธิบดีดำรงตำแหน่ง 10 ปี ถ้ารัฐสภาเห็นชอบสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้โดยไม่หมดวาระ ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งทายาทได้ และรัฐสภาขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี สภาพเช่นนี้จึงเท่ากับว่าประธานาธิบดีเป็นเผด็จการ การปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ เป็นไปตามที่หวังไว้ อย่างไรก็ตาม การที่หยวน ซื่อไข่ เป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว ทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่จีนมีความเป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง แต่ไม่มีประชาธิปไตย ต่อมา หยวน ซื่อไข่วางแผนขึ้นเป็นจักรพรรดิ โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเชื้อพระวงศ์แมนจู ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1915 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงคะแนนเสียง 1,993 เสียง ให้หยวน ซื่อไข่ขึ้นเป็น จักรพรรดิ หยวน ซื่อไข่ประกอบพิธีรับตำแหน่งในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1916 ซึ่งการกระทำของ หยวน ซื่อไข่ ทำให้พันธมิตรที่ใกล้ชิดของเขาจำนวนมากไม่พอใจและแยกตัวออกมา และมีการประท้วงต่อต้านหยวน ซื่อไข่ ตามมณฑลต่างๆ นอกจากนี้แผนการของหยวน ซื่อไข่ ยังต้องพบอุปสรรคจากปัญหาเรื่องข้อเรียกร้อง 21 ประการ ที่ญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอแก่จีน ซึ่งทำให้ประชาชนจีนต่อต้านเขามากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ของการปฏิวัติจีน

จะเห็นได้ว่าแม้ฝ่ายปฏิวัติสามารถล้มล้างราชวงศ์ชิงและเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น ระบอบสาธารณรัฐได้แล้ว แต่การเมืองจีนยังไม่มั่นคงและไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ของซุน ยัตเซน ดังนั้น หากจะวิเคราะห์ว่าการปฏิวัติ ค.ศ. 1911 ประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรพิจารณาจาก จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติ คือ หลักไตรราษฎร์

จุดมุ่งหมายแรกของหลักไตรราษฎร์ คือ ชาตินิยม การปฏิวัติสามารถโค่นล้มพวกแมนจูได้ แต่จักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่นยังมีอิทธิพลอยู่ และญี่ปุ่นยิ่งขยายอำนาจเข้ามามากขึ้น จุดมุ่งหมายประการที่สอง คือ ให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติสามารถจัดตั้งสาธารณรัฐที่เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ระบอบสาธารณรัฐล้มเหลว เพราะถูกแทนที่ด้วยระบบที่หยวน ซื่อไข่ มีอำนาจเพียงคนเดียว และขุนศึกมีอำนาจขึ้นมา จนนำไปสู่ความแตกแยกในยุคขุนศึก ส่วนจุดมุ่งหมายประการที่สาม คือ สังคมนิยมที่เน้นการจัดสรรที่ดินให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ถือว่ายังไม่เป็นรูปธรรม เพราะมีอุปสรรคจากสถานการณ์การเมือง

การปฏิวัติ ค.ศ. 1911 ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ อาจสรุปได้ว่ามาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การปฏิวัติถูกคัดค้านและต่อต้านจากพวกอนุรักษ์นิยม นักปฏิวัติ-นักการเมืองไม่สามารถหาเสียง สนับสนุนจากประชาชนได้เต็มที่ นักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ชาวจีนส่วนใหญ่ คือ ชาวนา ไม่เข้าใจอุดมการณ์ปฏิวัติและแนวคิดสาธารณรัฐและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ชาวจีนระแวงว่าการปฏิวัติอาจทำให้ต่างชาติเข้าแทรกแซง พร้อมกันนั้น มหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นให้การสนับสนุนหยวน ซื่อไข่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนในจีน

จักรพรรดิหยวน

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น