บทที่ 9 สมัยขุนศึกและการรวมชาติ

ยุคขุนศึกครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่เมื่อ หยวน ซื่อไข่ถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1916 จนถึง เมื่อเจียง ไคเช็ก ยกทัพขึ้นเหนือปราบขุนศึกและรวมจีนเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งเมื่อ ค.ศ.1928 สภาพการเมืองของจีนในยุคขุนศึกเป็นช่วงเวลาแห่งความแตกแยก มณฑลหลายแห่งเป็นอิสระจาก อำนาจของรัฐบาลกลาง ผู้ปกครองมณฑลโดยเฉพาะที่เป็นฝ่ายทหารพยายามรักษาและเพิ่มอำนาจของตนจนเกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันทั่วไป

สาเหตุการเกิดยุคขุนศึก

การเกิดขึ้นของยุคขุนศึกเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพการปกครองที่รัฐบาลกลางตลอดจน มณฑลต่างๆ มีการปกครองโดยทหารเป็นหลักตั้งแต่เมื่อมีการปฏิวัติซินไฮ่ใน ค.ศ. 1911 จนโค่นล้ม ราชวงศ์ชิงใน ค.ศ. 1912 ประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลสาธารณรัฐ และความสูญ สลายของประเพณีการควบคุมสังคมแบบเดิม ท าให้การใช้ “คำสั่ง” ในการปกครองเข้าแทนที่การ ปกครองที่ยึดระบบกฎหมาย “ขุนศึก” หรือ ตุ๊จุ้น (dujun) ในฐานะผู้ปกครองฝ่ายทหารเข้าควบคุม การปกครองในมณฑลแทนที่ฝ่ายพลเรือน

นอกจากนี้ความอ่อนแอของรัฐบาลกลางที่เป็นมาตั้งแต่สมัยเกิดกบฏไท่ผิง และการขยาย อ านาจออกสู่ท้องถิ่น ทำให้ขุนนางท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น ในการบริหารและจัดเก็บภาษี สภาพเช่นนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงก่อนการสิ้นสุดราชวงศ์ชิง ราชสำนักประสบปัญหาการเงิน ทำให้มณฑลต่างๆ ต้องบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นและ ภาษีต่างๆ เองเพื่อนำเงินมาใช้ดูแลกองทัพของตน ทำให้ขุนศึกมีอำนาจปกครองมณฑลของตนและหาทางควบคุมดินแดนเพื่อจะได้นำเงินภาษีมาใช้สร้างความมั่นคงทางการเมือง การทหาร สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้ความผูกพัน ความจงรักภักดีของประชาชนมาอยู่ที่ผู้ปกครองฝ่ายทหาร แทนที่จะเป็นรัฐบาลกลางซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป สภาพเช่นนี้จึงคล้ายกับว่าขุนศึกเป็นเสมือนผู้ครองรัฐ ในระบบฟิวดัล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบอบสาธารณรัฐ เพราะขุนศึกแต่ละแห่งต่างแข่งกันสะสมอำนาจ แย่งกันเป็นใหญ่ทางการเมืองและแบ่งกันเป็นกลุ่มต่างๆ

นอกจากนี้ การที่ฝ่ายปฏิวัติสามารถล้มล้างราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ แต่ไม่มีกองทัพที่แข็งแกร่ง จึงไม่สามารถกุมอำนาจไว้ได้ ทำให้หยวน ซื่อไข่ เข้ามามีบทบาท หยวน ซื่อไข่มีส่วนในการสร้างกองทัพเป่ยหยางซึ่งเป็นกองทัพสมัยใหม่ของราชวงศ์ชิง จึงมีนายทหารสนับสนุนมากมาย ซึ่งหยวน ซื่อไข่ได้กระจายอำนาจไปยังขุนศึกภายใต้บังคับบัญชา และตั้งแต่ ค.ศ. 1913 เป็นต้นมา กองทัพสมัยใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นและกระจายเป็นกองทัพส่วนภูมิภาค ขุนศึกจึงมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะ หลังจากที่หยวน ซื่อไข่ถึงแก่อสัญกรรม แต่ขุนศึกไม่มีพรรคการเมืองและไม่มีความสามารถในการ จัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคการเมืองที่มีอยู่มีความแตกแยก ทำให้ไม่มีฝ่ายใดสามารถนำความเข้มแข็งทางทหารมาผสมผสานเข้ากับองค์กรใหม่ทางการเมืองได้ ในช่วงการแย่งชิงความเป็นใหญ่กันของ ขุนศึกนั้น การปกครองของจีนเสื่อมลง ประชาชนอยู่ในสภาพเดือดร้อนลำบาก จนถึงขั้นมีผู้กล่าวว่า เป็นช่วงที่สังคมจีนตกต่ำถึงขีดสุด ความสับสนวุ่นวายในช่วงนี้มีผู้วิเคราะห์ว่าเกิดจากความเห็นแก่ตัวของขุนศึกที่ต้องการรักษาอำนาจของตนเอง การขาดหลักการทางการเมืองของขุนศึก และความไม่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติ

ลักษณะการขยายอำนาจของขุนศึก

ขุนศึกจีนในช่วงนี้มีจำนวนมากนับร้อยคน ขุนศึกแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มต่างพยายามรักษาอำนาจและแข่งขันกันเป็นใหญ่ ดังนั้นขุนศึกจึงต้องสร้างบุคลิกลักษณะให้เข้มแข็ง การที่ขุนศึกมีกองทัพหรือทหารที่ต้องเลี้ยงดูจึงต้องแสวงหารายได้จากแหล่งต่างๆ ทั้งรายได้ที่มาจากภาษี โดยเฉพาะจากเมืองใหญ่ๆ ในมณฑล จากการเรียกเก็บค่าผ่านทางที่เป็นเส้นทางการค้า ทางรถไฟ จากขุนศึกคนอื่นๆ หรือจากชาติมหาอำนาจที่ต้องการค้าขาย กองทัพของขุนศึกจึงอยู่ไม่เป็นที่เพราะต้องเดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อเก็บภาษีหรือรีดไถอื่นๆ ซึ่งสร้างความเกลียดกลัวให้กับประชาชนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การมีกองทัพเป็นกำลังหนุนไม่ได้ทำให้ขุนศึกมีอำนาจทางการเมืองไปโดย ปริยาย แต่จะมีอำนาจทางการเมืองได้เมื่อขุนศึกได้รับการรับรองว่ามีความชอบธรรมและมีสถาบัน อื่นๆ ยอมรับ บรรดาขุนศึกทั้งหลายจึงต้องการให้รัฐบาลกลางแต่งตั้งตนอย่างเป็นทางการ รวมทั้งขุนศึกพยายามประกาศตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักชาตินิยมและสวัสดิการสาธารณะเพื่อหาเสียง สนับสนุนจากประชาชน แต่ขุนศึกเหล่านี้ไม่มีอุดมการณ์ที่แน่นอน หากแต่เปลี่ยนความจงรักภักดีได้ทันทีหากมีผลประโยชน์ให้ ดังนั้นขุนศึกจึงพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐสภาและสภาอื่นๆ พร้อมๆ กับขยายอำนาจของตนภายใต้การทำงานให้สถาบัน

ขุนศึกสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้

– ขุนศึกจากกองทัพเป่ยหยาง ที่โดดเด่นคือ ต้วน ฉีหรุ่ย (Duan Qirui, ค.ศ.1865-1936) เป็นนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐจีนหลังหยวน ซื่อไข่ ถึงแก่อสัญกรรม และเฝิง กว๋อจาง (Feng Guozhang) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ระยะหนึ่งในช่วงยุคขุนศึก

ต้วน ฉีหรุ่ย (Duan Qirui)

– ขุนศึกกลุ่มอนุรักษ์นิยม ได้แก่ อู๋ เพ่ยฝู (Wu Peifu,1874 -1939) และจาง จั้วหลิน (Zhang Zoulin, ค.ศ.1875 -1928) ขุนศึกจากแมนจูเรียซึ่งนิยมญี่ปุ่น ทั้งสองเป็นขุนศึกที่รู้จักกันดีใน ภาคเหนือและเคยยึดอำนาจที่กรุงเป่ยจิงได้ระยะหนึ่ง สำหรับจาง จั้วหลิน เคยเป็นข้าหลวงฝ่ายทหาร ในมณฑลเฟิงเทียน (ในแมนจูเรีย) และให้การสนับสนุนเมื่อหยวน ซื่อไข่วางแผนขึ้นครองราชย์

จาง จั้วหลิน (Zhang Zoulin)

– ขุนศึกปฏิกิริยา หมายถึง ขุนศึกที่ปฎิบัติโดยไม่ดูตามสภาพการณ์ที่เป็นไปในขณะนั้น ขุนศึก กลุ่มนี้ที่เด่นๆ เช่น จาง ซุน (Zhang Xun, ค.ศ.1854 – 1923) จาง ซุน พยายามฟื้นฟูราชวงศ์ชิงขึ้นมาใหม่ ใน ค.ศ.1917 แต่อยู่ได้เพียงสองสัปดาห์เท่านั้นจักรพรรดิซวนถง ก็ต้องประกาศล้มเลิกการฟื้นฟู จากนั้นจาง ซุน ก็หมดบทบาท

จาง ซุน (Zhang Xun)

– ขุนศึกนักปฏิรูป เช่น เฝิง อวี้เสียง (Feng Yuxiang, ค.ศ. 1882 – 1948) เฉิน จย่งหมิง (Chen Jiongming) เอี้ยน สีซาน (Yan Xishan, ค.ศ. 1883 – 1960) ขุนศึกกลุ่มนี้เน้นการปฏิรูปบ้านเมืองและฝึกทหารอย่างหนัก

เฉิน จย่งหมิง (Chen Jiongming)

แต่ลักษณะที่ขุนศึกแต่ละกลุ่มมีเหมือนกัน คือ การปกครองบ้านเมือง ขุนศึกเหล่านี้มุ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆ เข้าหาตัวเองเสียส่วนมาก เหมือนประเทศอิสระ รัฐบาลกลางในเวลานี้แทบไม่มีอำนาจในการควบคุมขุนศึกเลย

12 มกราคม ค.ศ. 1925 ซุน ยัดเซน ผู้นำการปฏิวัติจีนถึงแก่อสัญกรรมจึงเรียกร้องให้ทำการปฏิวัติจีนให้สำเร็จ หลังจากซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรม ผู้นำที่ขึ้นมามีอำนาจแทนโดยพฤตินัยคือ เจียง ไคเชก (Chaing Kai-shek) นายทหารคนสนิท เจียง ไคเชกขึ้น มามีอำนาจและต้องการปราบขุนศึกทางเหนือเพื่อรวมชาติ จึงเริ่มยกทัพขึ้นเหนือเพื่อปราบขุนศึกใน ค.ศ.1926 และสามารถรวมประเทศได้สำเร็จใน ค.ศ. 1929 ความวุ่นวายในยุคขุนศึกจึงจบลง

หลังรวมประเทศสำเร็จแล้ว รัฐบาลกว๋อหมินตั่งดำเนินการฟื้นฟูประเทศหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านสาธารณสุข การศึกษา และพยายามสร้างความเป็นเอกภาพในสังคมจีน และในด้านการต่างประเทศก็ดำเนินการขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันกับต่างชาติ แต่รัฐบาลกว๋อหมินตั่งต้องประสบปัญหาหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการปกครองและบริหารประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่ การขยายอำนาจของญี่ปุ่นในจีน และการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในทศวรรษ 1930 พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มขยายอิทธิพลไปยังชนบทมากขึ้นและได้ตั้งรัฐคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครั้งแรก นั่นคือ สาธารณรัฐจีนโซเวียต (Chinese – Soviet Republic) รัฐบาลจีนคณะชาติต้องทำการล้อมปราบอย่างหนัก จนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ต้องออกเดินทางหลบหนี รู้จักกันในนามการเดินทางไกล (Long March) ในระหว่างนี้ญี่ปุ่นขยายอำนาจเข้ามาในจีนจนเกิดสงครามจีน – ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ขึ้นใน ค.ศ. 1937 ทำให้เกิดแนวร่วมครั้งที่ 2 ระหว่างกว๋อหมินตั่งกับคอมมิวนิสต์เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น แต่หลังสงครามความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

การเดินทัพสู่ภาคเหนือเพื่อปราบปรามกลุ่มขุนศึก (Northern Expedition)
การเดินทัพทางไกลของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Long March)

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น